วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

MMM(187) Pel-Ebstein fever

Pieter Klaases Pel (1852-1919)

เกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1852 ที่ drachten เทศบาลเมือง Smallingerland ในจังหวัด Friesland ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นบุตรชายของนายแพทย์ Klaas Pieter Pel กับ Wibbina Santee

เดิมทีบรรพบุรุษของเขาเป็นเจ้าของโรงโม่เปลือกแถว ๆ เมือง Leeuwarden จังหวัด Friesland เมื่อมีกฏหมายตั้งชื่อสกุลในปี ค.ศ. 1811 ปู่ทวดของเขาจึงใช้ชื่อสกุลว่า Pel เพื่อสื่อถึงอาชีพของครอบครัว (คำว่า “pel” ในภาษาดัตช์หมายถึง เปลือก) วิชาชีพแพทย์เริ่มจากปู่ของเขาคือ Pieter Klazes Pel ไปเรียนแพทย์ที่กรุงอัมสเตอร์ดัมและมาตั้งรกรากทำเวชปฏิบัติที่ drachten

เขาเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ Sneek ใน Firesland ก่อนจะไปสมัครเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Leden ในปี ค.ศ. 1869 จนถึงปี ค.ศ. 1873 แล้วไปเป็นผู้ช่วยของ Samuel Siegmund Rosenstein (1832-1906) ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ที่ Leiden ก่อนจะจบแพทย์ด้วยเกียรตินิยมชั้น cum laude ในปี ค.ศ. 1876 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “The Fever Inducing Effect of Digitaline.”

จากนั้นก็ไปศึกษาเพิ่มเติมที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่กรุงเวียนนาเขาได้พบกับ G. H. van der Mey (ศาสตราจารย์ด้านสูตินรีเวชศาสตร์ในเวลาต่อมา) ซึ่งแนะนำให้เขาไปเป็นเป็นแพทย์ประจำบ้านภายใต้ Barend Joseph Stokvis (1834-1902) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1877

ค.ศ. 1878 ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิก (chef de Clinique assistant) ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกรุงอัมสเตอร์ดัม ต่อมา

ค.ศ. 1880 เป็นรองศาสตราจารย์และเป็นผู้บรรยายเรื่องโรคติดต่อและการวินิจฉัยทางสรีรวิทยา ในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ต่อจาก Stokvis ในปี ค.ศ. 1883

เขาให้ความสำคัญกับการสอนข้างเตียงเห็นได้จากคำกล่าวเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งว่า “Whereas, formerly, the sick patient functioned primarily as an example or illustration of the dominating theoretical education, in the modern world the careful, objective examination of the patient warrants priority attention.”

เมื่อเจอโรคที่หายากเขามักจะสอนนักเรียนว่า “When someone tells me that an animal on four feet is walking around in the yard next door, it could be a small tiger or elephant, but I still would rather think of a cat or a dog.” มีความหมายทำนองเดียวกับคำคมที่ว่า “When you hear hoofbeats behind you, think horses, not zebras. (ถ้าได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์กีบข้างหลังเรา ให้นึกถึงม้าเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ม้าลาย)" ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดเลยไม่รู้ว่าประโยคไหนเกิดขึ้นก่อนกัน

ค.ศ. 1885 เขาบรรยายลักษณะไข้เรื้อรังในผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ตอนนั้นเรียกกันว่า Pseudo-leukemia) ในวารสารภาษาเยอรมัน Berliner Klinische Wochenschrift ในบทความ “Zur Symptomatologie der sog. Pseudoleukaemie (To symptomatology of the so-called pseudoleukemia)” โดยเป็นผู้ป่วยสองรายที่มีไข้ 12-14 วันสลับกับช่วงที่ไม่มีไข้ 10 วัน ตุลาคมปีนั้นเองเขาก็บรรยายผู้ป่วยรายที่สามในวารสารการแพทย์เนเธอร์แลนด์ Nederlands Tijdschrift voor Geneeskunde สองปีต่อมาสิงหาคม ค.ศ. 1887 อายุรแพทย์ชาวเยอรมัน Wilhelm Ebstein (1836 –1912) ก็บรรยายลักษณะไข้ดังกล่าวในผู้ป่วย 1 รายลงวารสาร Berliner Klinische Wochenschrift บทความชื่อ “Das chronische Rückfallfieber, eine neue Infektionskrankheit (The chronic recurrent fever, a new infection disease)” โดยมีความเห็นต่างจาก Pel ว่าไม่ใช่อาการของ pseudo-leukemia แต่น่าจะเป็นโรคติดเชื้อชนิดใหม่ (ซึ่งผิด) อย่างไรก็ตามอาการแสดงนี้รู้จักกันในชื่อ Pel-Ebstein fever [ก่อนหน้านั้น ค.ศ. 1870 แพทย์ชาวอังกฤษ Charles Murchison (21 พ.ค. 1830 - 23 เม.ย. 1879) ก็เคยรายงานผู้ป่วยไว้ใน Transactions of the pathological society of London vol XXI.page 372 เป็นเด็กหญิงวัย 6 ขวบที่มีต่อมน้ำเหลืองโตและมีไข้สลับกับช่วงไม่มีไข้ บางคนจึงเรียกว่า Murchison-Pel-Ebstein Fever แต่เนื่องจาก Murchison ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องไข้ใน discussion เลย ส่วนใหญ่จึงนิยมเรียกว่า Pel-Ebstein fever มากกว่า]

นอกจากนี้ Pel ยังบรรยายภาวะวิกฤติทางตาในผู้ป่วย tabes dorsalis ที่เรียกว่า Pel’s crisis (ปัจจุบันนิยมเรียกว่า tabetic ocular crisis มากกว่า)

ค.ศ. 1886 เขาได้รับตำแหน่งประธานสมาคมแพทย์แห่งเนเธอร์แลนด์ (Nederlandse Maatschappij ter bevordering van de Geneeskunst)

ค.ศ. 1891 เขาได้รับเชิญให้ไปทำงานที่มหาวิทยาลัย Leiden แต่ปฏิเสธโดยรักที่จะอยู่กรุงอัมเสตอร์ดัมต่อ

เขาแต่งงานกับ Marie Salomonson บุตรสาวของครอบครัวพอมีอันจะกินจาก Twente ทางตะวันออกของประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1879 ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 8 คนประกอบด้วย Wibbina (เกิด ค.ศ. 1880), Lodewijk (เกิด ค.ศ. 1882), Elisabeth (เกิด ค.ศ. 1884), Johanna (เกิด ค.ศ. 1889), Francis (เกิด ค.ศ. 1891), Nico (เกิด ค.ศ. 1893), Santee (เกิด ค.ศ. 1898) และ Pieter Klazes (เกิด ค.ศ. 1900) โดย Lodewijk กับ Pieter Klazes เป็นแพทย์เจริญรอยตามบิดา

ค.ศ. 1915 เขาได้รับตำแหน่งประธานสมาคมแพทย์แห่งเนเธอร์แลนด์อีกสมัย

ค.ศ. 1918 เขาเริ่มป่วยเป็นโรคหัวใจ อาการแย่ลงเรื่อย ๆ จนต้องขอเกษียณจากตำแหน่งศาสตราจารย์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 เมษายน แต่ก็เสียชีวิตเสียก่อนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นั้นเอง

เอกสารอ้างอิง

http://home.planet.nl/~pelpk/lifestory.htm

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

MMM(186) Rotter's nodes

Josef Rotter (1857-1924)

เกิดวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1857 ที่ Glasendorf, German Silesia (ปัจจุบันคือ Szklarnia ประเทศโปแลนด์)

เข้าเรียนที่ Breslau, Halle, Kiel และ Wuerzburg โดยจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1881

หลังเรียนจบก็ไปเป็นผู้ช่วยของศัลยแพทย์ชาวเยอรมัน Hermann Maas (1842-1886) ที่ Wuerzburg จนถึงปี ค.ศ. 1884 จากนั้นก็ไปเป็นผู้ช่วยของศัลยแพทย์ชาวเยอรมัน Ernst von Bergmann (1836-1907) ที่กรุงเบอร์ลินจนกระทั่งปี ค.ศ. 1888

ค.ศ. 1888-1890 เขาเป็นหัวหน้าคลินิกศัลยกรรมเอกชนในเมืองมิวนิกก่อนจะไปรับตำแหน่งหัวหน้าศัลยศาสตร์ของโรงพยาบาล St. Hedwig ในกรุงเบอร์ลิน

ค.ศ. 1896 เขาบรรยายต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ระหว่างกล้ามเนื้อ pectoralis major กับ pectoralis minor (interpectoral lymph nodes) ซึ่งมะเร็งเต้านมมักจะแพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลืองนี้ ต่อมน้ำเหลืองนี้จึงได้รับการตั้งชื่อว่า Rotter’s nodes

Rotter เสียชีวิตที่กรุงเบอร์ลินในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1924

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

MMM(185) Howship's lacunae

John Howship (1781-1841)

เกิดในปี ค.ศ. 1781 ที่ประเทศอังกฤษ

เขาเป็นผู้ช่วยศัลยแพทย์ที่ St. George’s infirmary กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษและเป็นผู้บรรยายที่โรงเรียนแพทย์ของโรงพยาบาล St George

ค.ศ. 1833 เขาบรรยาย Hunterian Lecture ที่วิทยาลัยศัลยแพทย์

ค.ศ. 1834 เขาย้ายไปรับตำแหน่งผู้ช่วยศัลยแพทย์โรงพยาบาล Charing-Cross โดยถูกหัวหน้าศัลยแพทย์ Thomas Joseph Pettigrew (1791-1865) เรียกสินบนเป็นเงิน 500 ปอนด์เพื่อแลกกับตำแหน่ง ต่อมา ค.ศ. 1836 Pettigrew ถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากความผิดเรื่องรับสินบนทำให้ Howship ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าศัลยแพทย์แทน

เขาค้นพบร่องบนพื้นผิวกระดูกที่ซึ่ง osteoclasts อาศัยอยู่เรียกว่า Howship's lacunae และเป็นเจ้าของ obturator sign ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทชาวเยอรมัน Moritz Heinrich Romberg (1795-1873) จึงมีอีกชื่อว่า Howship-Romberg sign

เขาป่วยด้วยโรคของกระดูก tibia ต่อมาเกิดฝีที่ขาและเลือดออกจนเสียชีวิตในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1841

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

MMM(184) Pomeroy technique

Ralph Hayward “Pom” Pomeroy (1867-1925)

เกิดวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1867 ที่นิวยอร์กซิตี้ ประเทศสสหรัฐอเมริกา

เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Wesleyan, Middletown รัฐคอนเน็ตทิคัต และจบแพทย์จากโรงพยาบาลวิทยาลัย Long Island ในบรุคลินเมื่อปี ค.ศ. 1887 ต่อมาได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1912

เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล Williamsburg ในบรุคลิน

เขาได้รับเลือกเป็นประธานของสมาคมแพทย์ Kings County ในปี ค.ศ. 1916

นรีแพทย์ชาวอเมริกันผู้นี้คิดค้นเทคนิคการทำหมันหญิงโดยการผูกท่อนำไข่ด้วย catgut เป็นรูปบ่วงแล้วตัดเหนือตำแหน่งที่ผูกแต่ไม่ทันได้นำเสนอก็เสียชีวิตไปก่อนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1925

สี่ปีต่อมา วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1929 ผู้ร่วมงานของเขาคือ Bishop และ Nelms นำเสนอผลของหัตถการนี้ต่อที่ประชุมของสมาคมแพทย์รัฐนิวยอร์กและตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์รัฐนิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 1930 เนื่องจากเป็นหัตถการที่ทำง่ายและมีประสิทธิภาพสูงจึงกลายเป็นเทคนิคการทำหมันหญิงที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นเกียรติแก่ Pomeroy หัตถการนี้จึงมีชื่อว่า Pomeroy technique

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

MMM(183) Ebstein's anomaly

Wilhelm Ebstein (1836-1912)

เกิดวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1836 ที่ Jauer (ปัจจุบันคือ Jawor) ใน Schlesien ปรัสเซีย (ปัจจุบันคือ Silesia ประเทศโปแลนด์)

เป็นบุตรชายของพ่อค้า Louis Ebstein กับ Amalie Ebstein

ค.ศ. 1855 เขาเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Breslau (ปัจจุบันคือ Wroclaw ประเทศโปแลนด์) แต่ในปีนั้นเองก็ย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่นั่นเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Rudolph Carl Virchow (1821–1902) พยาธิแพทย์ชาวเยอรมันทำให้มีความรู้ด้านพยาธิวิทยาเป็นอย่างดี

เขาจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1859 ต่อมาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยแพทย์ที่โรงพยาบาล Allerheiligen (All Saints’) ที่ Breslau ในปี ค.ศ. 1861

วันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1864 Kornfeld รับกรรมกรวัย 19 ปี Joseph Prescher ไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล Allerheiligen ด้วยโรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด แปดวันต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม ผู้ป่วยเสียชีวิต Ebstein ทำการ autopsy และบรรยายความผิดปกติของหัวใจที่พบซึ่งปัจจุบันเรียกว่า Ebstein's anomaly

ค.ศ. 1869 เขาได้รับตำแหน่ง Privatdozent แต่งานต้องหยุดชะงักเนื่องจากต้องเข้าร่วมสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย หลังกลับจากสงคราม ค.ศ. 1870 ก็ได้รับตำแหน่งเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่โรงทานของรัฐเมือง Breslau

ค.ศ. 1874 เขาไปรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ที่โรงพยาบาล Ernst August มหาวิทยาลัยแห่ง Göttingen โดยครองตำแหน่งนี้ถึงปี ค.ศ. 1903

ค.ศ. 1880 เขาบรรยายความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุของ renal tubules ซึ่งบางครั้งพบในผู้ป่วยเบาหวาน โรคนี้มีชื่อว่า Ebstein's disease นอกจากนี้ยังบรรยายความผิดปกติของ proximal convoluted tubules ในผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับ พยาธิแพทย์ชาวอิตาลี Luciano Armanni (1839-1903) จึงมีชื่อว่า Armanni-Ebstein nephropathy

ค.ศ. 1885 แพทย์ชาวดัตช์ Pieter Klaases Pel (1852-1919) บรรยายลักษณะไข้เรื้อรังในผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ตอนนั้นเรียกกันว่า Pseudo-leukemia) ในวารสารภาษาเยอรมัน Berliner Klinische Wochenschrift ในบทความ “Zur Symptomatologie der sog. Pseudoleukaemie (To symptomatology of the so-called pseudoleukemia)” โดยเป็นผู้ป่วยสองรายที่มีไข้ 12-14 วันสลับกับช่วงที่ไม่มีไข้ 10 วัน ตุลาคมปีนั้นเองเขาก็บรรยายผู้ป่วยรายที่สามในวารสารการแพทย์เนเธอร์แลนด์ Nederlands Tijdschrift voor Geneeskunde สองปีต่อมาสิงหาคม ค.ศ. 1887 Ebstein ก็บรรยายลักษณะไข้ดังกล่าวในผู้ป่วย 1 รายลงวารสาร Berliner Klinische Wochenschrift บทความชื่อ “Das chronische Rückfallfieber, eine neue Infektionskrankheit (The chronic recurrent fever, a new infection disease)” โดยมีความเห็นต่างจาก Pel ว่าไม่ใช่อาการของ pseudo-leukemia แต่น่าจะเป็นโรคติดเชื้อชนิดใหม่ (ซึ่งผิด) อย่างไรก็ตามอาการแสดงนี้รู้จักกันในชื่อ Pel-Ebstein fever [ก่อนหน้านั้น ค.ศ. 1870 แพทย์ชาวอังกฤษ Charles Murchison (21 พ.ค. 1830 - 23 เม.ย. 1879) ก็เคยรายงานผู้ป่วยไว้ใน Transactions of the pathological society of London vol XXI.page 372 เป็นเด็กหญิงวัย 6 ขวบที่มีต่อมน้ำเหลืองโตและมีไข้สลับกับช่วงไม่มีไข้ บางคนจึงเรียกว่า Murchison-Pel-Ebstein Fever แต่เนื่องจาก Murchison ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องไข้ใน discussion เลย ส่วนใหญ่จึงนิยมเรียกว่า Pel-Ebstein fever มากกว่า]

นอกจากนี้เขายังเชื่อว่าโรคอ้วน เก๊าต์ และเบาหวาน เป็นความผิดปกติของเมตะบอลิซึมของเซลล์และถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ผลงานด้านนี้มักถูกมองข้ามทั้ง ๆ ที่สำคัญจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งพันธุศาสตร์ชีวเคมีที่ถูกลืม (forgotten founder of biochemical genetics)”

เขาเกษียณในปี ค.ศ. 1906 และเสียชีวิตจากโรคลมชักเมื่อ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1912 ที่ Göttingen

บุตรชายของเขา Erich Ebstein เป็นนักประวัติศาสตร์การแพทย์

เอกสารอ้างอิง

http://ejcts.ctsnetjournals.org/cgi/content/full/20/5/1082

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

MMM(182) Turco procedure

Vincent J. Turco, Sr. (1916-1999)

เกิดวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1916 ที่ Newark รัฐนิวเจอร์ซีย์ เป็นบุตรชายของผู้อพยพชาวอิตาลี

จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่ง Rhode Island และจบแพทย์จากมหาวิทยาลัย Tufts ในปี ค.. 1941

หลังจบแพทย์ไปเป็น internship ที่โรงพยาบาล St. Francis, Hartford อยู่หนึ่งปีก่อนจะไปเทรนด้านออร์โธปิดิคส์ที่โรงพยาบาลเมืองบอสตันและ Hospital for Special Surgery ในนิวยอร์ก เขาชื่นชอบในดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งโอเปร่าอิตาลีและเข้าชมการแสดงโอเปร่าบ่อยครั้งขณะเทรนอยู่ที่นิวยอร์ก

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเขาเข้าร่วมในกองแพทย์ทหารบกโดยเป็นหัวหน้าศัลยแพทย์ออร์โธปิดิคส์ที่โรงพยาบาลทั่วไป Tilton ในเมือง Fort Dix นิวเจอร์ซีย์

เขาเป็นผู้อำนวยการการฝึกสอนแพทย์ประจำบ้านออร์โธปิดิคส์ที่โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ St. Francis ใน Hartford เขาเป็นศาสตราจารย์ที่ภาควิชาออร์โธปิดิคส์ของโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งคอนเนตทิคัตใน Farmington, เป็น visiting professor ที่โรงพยาบาลเด็กของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังสอนที่โรงเรียนแพทย์ Emory และ Hospital of Joint Diseases อีกด้วย

ค.ศ. 1963 เขาคิดค้นหัตถการรักษาโรคเท้าปุก (club foot) แบบใหม่ที่เรียกว่า Turco procedure ต่อมา ค.ศ. 1981 เขาตีพิมพ์ตำรา “Clubfoot” ซึ่งยังคงเป็นตำราด้านโรคเท้าปุกที่สำคัญ Turco จึงได้รับฉายาว่า ''the club foot doctor.''

เขาแต่งงานกับ Gloria (Marcello) Turco (7 มี.ค. 1924 – 20 มี.ค. 2006) มีบุตรชายด้วยกันสองคนคือ Vincent J. Turco, Jr. กับ Paul A. Turco และมีบุตรสาวหนึ่งคนคือ Claudia T. (Turco) Storm

Turco เสียชีวิตเมื่อ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 ที่โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ St. Francis

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

MMM(181) Dock's murmur

William “Bill” Dock (1898-1990)

เกิดวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1898 ที่แอนอาร์เบอร์ รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นบุตรชายของ George Dock อายุรแพทย์ผู้มีชื่อเสียง

ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเขาทำหน้าที่เป็นคนขับรถฉุกเฉินที่ประเทศฝรั่งเศส

เขาเรียนแพทย์สองปีแรกที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ซึ่งบิดาของเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาแพทยศาสตร์อยู่ จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยแพทย์รัชในชิคาโก รัฐอิลลินอยส์และจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1923

เขาเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาล Peter Bent Brigham (ปัจจุบันคือโรงพยาบาล Brigham and Women) ในบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ก่อนที่บิดาจะส่งเขาไปเรียนกับ Karel Frederik Wenckebach (1864-1940) หทัยแพทย์ชาวดัตช์ผู้มีชื่อเสียงที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

เขาเริ่มทำงานทางวิชาการที่โรงเรียนแพทย์สแตนฟอร์ดและได้รับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาโดยบังเอิญในปี ค.ศ. 1936 ปีนี้เองเขาสังเกตว่าผู้ป่วยที่นอนกับเตียงนานจะเกิดภาวะแทรกซ้อนด้านลิ่มเลือดจึงแนะนำให้ early ambulation ต่อมาเขาย้ายไปอยู่ที่วิทยาลัยแพทย์คอร์เนลในนิวยอร์ก และไปเกี่ยวเก็บประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยเพิ่มเติมที่ศูนย์การแพทย์ลอสแอนเจลิสเคาน์ตีเป็นเวลาหกเดือน

จากคำแนะนำของ Alan Gregg (1890-1957) ประธานมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เขาจึงกลับไปยังนิวยอร์กโดยรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ของวิทยาลัยแพทย์ลองไอแลนด์ในบรุกลิน แต่ไม่นานเขาก็ลาออกจากตำแหน่งแล้วไปทำเวชปฏิบัติส่วนตัวที่ Palo Alto Clinic ที่สแตนฟอร์ด

ค.ศ. 1967 เขาร่วมกับหทัยแพทย์ชาวอเมริกัน Samuel Zoneraich (4 พ.ย. 1921 13 พ.ค. 2000) บรรยาย diastolic murmur ที่พบในผู้ป่วย left anterior descending stenosis อาการแสดงนี้เรียกว่า Dock’s murmur [Dock W, Zoneraich S. A diastolic murmur arising in a stenosed coronary artery. American Journal of Medicine 1967;42(4):617-9.]

Dock เป็นผู้นำ “กฎของ Sutton (Sutton’s law)” มาใช้ในทางการแพทย์ กฎนี้มาจากตอนที่นักข่าว Mitch Ohnstad ถาม William “Willie” Sutton (1901-1980) โจรปล้นธนาคารชาวอเมริกันว่า “ทำไมคุณถึงปล้นธนาคาร? (Why you robbed banks?)” คำตอบที่ได้รับคือ “เพราะว่าเป็นที่ที่มีเงินน่ะสิ (Because that’s where the money is.)” โดย Dock นำมาประยุกต์สอนนักศึกษาว่า “go to the patient, because that’s where the diagnosis is.”

ท้ายที่สุดเขากลับมาทำงานที่บรุกลินในหลายสถาบันโดยเกษียณในปี ค.ศ. 1979 ที่ศูนย์การแพทย์ลูเธอรัน จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เขามีบุตรชายชื่อ Christopher และ George

Dock เสียชีวิตเมื่อ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1990 ที่เกาะแห่ง Guadeloupe ประเทศฝรั่งเศส และได้รับการยกย่องว่าเป็นยักษ์แห่งหทัยวิทยาของอเมริกา (giant of American cardiology)