วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

MMM(157) Father of pediatrics

Waldo Emerson “Bill” Nelson (1898-1997)

เกิดที่ McClure รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1898

บิดาของเขาเป็นเภสัชกร

เขาจบจากวิทยาลัย Wittenberg ในโอไฮโอ เดิมวางแผนจะเรียนต่อ Wharton School of Finance แต่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจจึงล้มเลิกความตั้งใจและไปทำงานเป็นเสมียนที่ Willys-Overland และเป็นพนักงานขายลูกพีช, ประกันชีวิต, นิตยสาร รวมถึงแผ่นบังโคลนรถอีกด้วย

เขานึกถึงน้องสาวที่เสียชีวิตขณะยังเป็นเด็กจึงตัดสินใจเข้าเรียนแพทย์ ด้วยความช่วยเหลือจากผู้บริหารของ Willys-Overland ทำให้เขาจบแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งซินซินแนติในปี ค.ศ. 1926 จากนั้นเป็น intern ที่โรงพยาบาลทั่วไปซินซินแนติ จบ residency ที่โรงพยาบาลเด็กซินซินแนติในปี ค.ศ. 1929 และเป็นสตาฟที่นั่น

ค.ศ. 1931-1940 เขาเป็นผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของ Children's Convalescent Home ในซินซินแนติ

เขาย้ายไปมหาวิทยาลัย Temple เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย ในปี ค.ศ. 1940 หนึ่งปีต่อมาเขาได้รับโอกาสเป็นบรรณาธิการของตำรากุมารเวชศาสตร์ ''Textbook of Pediatrics'' เนื่องจากบรรณาธิการคนเก่าเสียชีวิต ต่อมากลายเป็นตำราที่มีชื่อว่า ''Nelson’s Textbook of Pediatrics'' ซึ่งถือเป็นไบเบิลของกุมารเวชศาสตร์และเนื่องจากมีเอกลักษณ์เป็นปกสีเขียวจึงได้รับฉายาว่า “ไบเบิลสีเขียว (green bible)”

เขาเป็นหัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Temple ระหว่างปี ค.ศ. 1940-1964 และเป็นผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาล St. Christopher ในฟิลาเดลเฟียเมื่อปี ค.ศ. 1947 ซึ่งเขาพัฒนาจนเป็นศูนย์วิจัยด้านกุมารเวชศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

เขาเป็นบรรณาธิการของวารสาร The Journal of Pediatrics ระหว่างปี ค.ศ. 1959 - 1978

ค.ศ. 1964-1980 เขาสอนที่วิทยาลัยแพทย์แห่งเพนซิลเวเนียและสอนที่มหาวิทยาลัย Temple ในทศวรรษ 1980

เขาแต่งงานกับ Margery “Marge” Harris ทั้งสองมีบุตรสาวด้วยกันสองคนคือ Ann W. Behrman กับ Jane N. Beatty และบุตรชายหนึ่งคนคือ William H. Nelson

ภรรยาของเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1982 ส่วนเขาเสียชีวิตหลังทนทุกข์จาก stroke ในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1997 ด้วยวัย 98 ปีที่บ้านใน Gladwyne มลรัฐเพนซิลเวเนีย Nelson ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชากุมารเวชศาสตร์ (Father of pediatrics)

ตำรา ''Nelson’s Textbook of Pediatrics'' ล่าสุดฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 19 ในปี ค.ศ. 2010 โดยบรรณาธิการคนปัจจุบันคือ Richard E. Behrman ลูกเขยของ Nelson นั่นเอง

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

MMM(156) Petit's triangle

Jean-Louis Petit (1674-1750)

เกิดวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1674

จบศัลยศาสตร์ที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1700 และเป็นสมาชิกของ French Royal Academy of Sciences ในปี ค.ศ. 1715

ศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศสผู้นี้คิดค้น Petit tourniquet ในปี ค.ศ. 1718 ซึ่งมาจากภาษาฝรั่งเศส “tourner” ที่แปลว่า “หมุน” และเป็นเจ้าของ Petit's triangle (inferior lumbar triangle) ไส้เลื่อนตำแหน่งนี้จึงเรียกว่า Petit's hernia [สำหรับไส้เลื่อนที่ superior lumbar triangle (Grynfeltt-Lesshaft triangle) นั้นเรียกว่า Grynfeltt-Lesshaft hernia ตามชื่อของ Joseph Grynfeltt (1840-1913) และ P. Lesshaft]

ค.ศ. 1726 Petit ประพันธ์ตำราชื่อ “A Treatise of the Diseases of the Bones”

French Royal Academy of Surgery ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1731 โดยเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ

Petit เสียชีวิตในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1750

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

MMM(155) Pioneer in perinatal pathology

Edith Louise Potter (1901-1993)


เกิดที่คลินตัน รัฐไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1901 เป็นบุตรสาวคนเดียวของวิศวกรยานยนต์

ตอนแรกครอบครัวของเธอย้ายไปยังรัฐวิสคอนซินก่อนจะย้ายไปยังรัฐมินนิโซตา

จบแพทย์จากมหาวิทยาลัยแห่งมินนีแอโพลิสในปี ค.ศ. 1925 หลังจบ internship ที่โรงพยาบาลมินนีแอโพลิสก็ไปศึกษาเพิ่มเติมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

เมื่อกลับมารัฐมินนิโซตาในปี ค.ศ. 1927 ก็ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวอยู่ 5 ปีก่อนจะเทรนต่อด้านพยาธิวิทยาภายใต้ E. T. Bell ศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาที่มหาวิทยาลัยแห่งมินนิโซตาโดยจบในปี ค.ศ. 1934

ต่อมาเธอย้ายไปทำงานที่ชิคาโกกับ F. L. Adair หัวหน้าโรงพยาบาล Chicago Lying-in ที่พึ่งเปิดใหม่ Herman Bundeson หัวหน้าภาควิชาสุขภาพของชิคาโกเห็นว่าอัตราการตายของทารกแรกเกิดสะท้อนสาธารณสุขของเมืองจึงส่งเสริมการศึกษาสาเหตุการตายของทารก สมัยนั้นไม่มีใครสนใจด้านพยาธิวิทยาทารก Potter จึงได้รับมอบหมายงานนี้ส่งผลให้เธอกลายเป็นผู้บุกเบิกพยาธิวิทยาของทารกปริกำเนิด (pioneer in perinatal pathology) ตัวอย่างผลงานของเธอคือการค้นพบ Potter sequence, Potter’s ear, Potter’s facies และ Potter’s classification of polycystic kidney เป็นต้น

ค.ศ. 1943 เธอแต่งงานกับประติมากรสถาปัตยกรรม Alvin Meyer

ค.ศ. 1953 เธอประพันธ์ตำราที่ชื่อว่า “Pathology of the fetus and newborn” (ตีพิมพ์เป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1961 โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “Pathology of the Fetus and the Infant” และตีพิมพ์เป็นครั้งที่สามในปี ค.ศ. 1975)

Potter รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาที่โรงพยาบาล Chicago Lying-in ในปี ค.ศ. 1956 และครองตำแหน่งนี้จนกระทั่งเกษียณในปี ค.ศ. 1967 หลังเกษียณครอบครัวเธอย้ายไปอยู่ Fort Myers ในรัฐฟลอริดา

สามีของ Potter เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1976 เธอแต่งงานใหม่กับผู้ประสานงานด้านสถาปัตยกรรม Frank Deats แต่ไม่นานเธอก็เป็นหม้ายอีกครั้งในปี ค.ศ. 1983

เธอป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และเสียชีวิตในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1993 ขณะล่องเรือในทะเลแคริเบียน

ค.ศ. 1997 Enid Gilbert-Barness พยาธิแพทย์ด้านกุมารชาวออสเตรียปรับปรุงตำราของ Potter และตีพิมพ์เป็นครั้งที่หนึ่งใช้ชื่อว่า “Potter's Pathology of the Fetus, Infant and Child” สิบปีต่อมาตีพิมพ์เป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 2007 และถือเป็นตำรามาตรฐาน (standard textbook) ในด้านนี้

เอกสารอ้างอิง

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2675375/

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

MMM(154) Father of rheumatic fever

 
 
 
Thomas Duckett Jones (1899-1954)
 
เกิดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1899 ที่ Petersburg, Petersburg City รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นบุตรคนที่สองในบรรดาแปดคนของนายแพทย์ John Bolling Jones (1871–1950) กับ Jane Barksdale Duckett (1871–1950)
เขาจบจากสถาบันทหารเวอร์จิเนียในปี ค.ศ. 1919 และจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยแห่งเวอร์จิเนียในปี ค.ศ. 1923 โดยเป็น intern รวมถึง resident ที่นี่
ค.ศ. 1925 เป็น Dalton Fellow และ resident ด้านโรคหัวใจที่โรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์ภายใต้ Paul Dudley White (1886–1973) หทัยแพทย์ชาวอเมริกัน จากนั้นก็ใช้เวลาหนึ่งปีเป็น National Research Council Fellow กับหทัยแพทย์ชาวอังกฤษ Sir Thomas Lewis (1881–1945) อดีตอาจารย์ที่ปรึกษาของ White ที่โรงพยาบาล University College กรุงลอนดอน  จากนั้นก็กลับมาเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาล House of Good Samaritan ในบอสตันเป็นเวลานานถึง 20 ปี  พร้อมกันนั้นยังเป็นสตาฟที่โรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์ด้วยซึ่งเขาเปิดคลินิกไข้รูห์มาติกตามคำแนะนำของ White  
คำว่า “ไข้รูห์มาติก (rheumatic fever)” เริ่มปรากฎตั้งแต่ปี ค.ศ. 1806 (แต่ตอนนั้นยังนิยมใช้คำว่า acute rheumatism มากกว่า)  ค.ศ. 1873 Trousseau แพทย์ชาวฝรั่งเศสสังเกตว่า “ไข้ผื่นแดง (scarlatina)” กับไข้รูห์มาติกมีสาเหตุเดียวกัน  ต่อมา ค.ศ. 1880 J. K. Fowler แพทย์ชาวอังกฤษสังเกตว่าคนไข้ acute rheumatism มีอาการทอนซิลอักเสบหรือคออักเสบนำมาก่อนถึงอย่างน้อย 80% แต่ไม่ได้ทำการเพาะเชื้อ
ค.ศ. 1885 Mantle ที่กรุงลอนดอนเพาะเชื้อแบคทีเรียได้ในผู้ป่วยไข้รูห์มาติก  ค.ศ. 1901 Frederick John Poynton (1869-1943) กุมารแพทย์ชาวอังกฤษกับ Alexander Paine นักแบคทีเรียวิทยารายงานว่าเพาะเชื้อจากเลือดผู้ป่วยไข้รูห์มาติก 3 รายได้เชื้อแบคทีเรีย streptococcus เมื่อนำไปฉีดให้กระต่ายทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มหัวใจกับลิ้นหัวใจและบางตัวยังเกิดข้ออักเสบอีกด้วย  นอกจากนี้พวกเขายังพบเชื้อใน subcutaneous nodule ของผู้ป่วยไข้รูห์มาติกอีก 2 รายซึ่งเมื่อนำเชื้อไปฉีดให้กระต่ายก็เกิดลักษณะของโรคไข้รูห์มาติกอีก
ค.ศ. 1902 Fritz Meyer (1875-1953) แพทย์ชาวเยอรมันพบว่าเชื้อ streptococcus จากทอนซิลเหมือนกับที่เจอในไข้ผื่นแดงและเมื่อฉีดให้กระต่ายทำให้เกิดไข้รูห์มาติก  ขณะที่ฉีดด้วยเชื้อแบคทีเรีย staphylococcus, pneumococcus และเชื้อคอตีบไม่ทำให้เกิดไข้รูห์มาติก
ค.ศ. 1903 Hugo Schottmueller (1867-1936) แพทย์ชาวเยอรมันพบว่าสามารถจำแนกเชื้อ streptococcus ด้วยการเพาะเลี้ยงใน blood agar โดยพบว่าเชื้อที่ได้จากไข้ผื่นแดงและไฟลามทุ่ง (erysipelas) เป็นแบบ hemolytic  ขณะที่เชื้ออีกตัวที่รุนแรงน้อยกว่าเป็นแบบ non-hemolytic และตั้งชื่อว่า Streptococcus viridians โดยเชื้อ hemolytic streptococcus สัมพันธ์กับไข้รูห์มาติกมากกว่าเชื้อ Streptococcus viridians
ค.ศ. 1928 Rebecca Craighill Lancefield (1895-1981) นักจุลชีววิทยาชาวอเมริกันที่ห้องปฏิบัติการของ Swift ในสถาบัน Rockefeller คิดค้นระบบจำแนกเชื้อแบคทีเรีย streptococcus ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ คือ group A – G, L และ R&S  ระบบนี้มีชื่อว่า Lancefield's classification โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุของไข้รูห์มาติกคือ group A hemolytic streptococcus
ค.ศ. 1931 การศึกษาแบบ cohort ในเด็กที่เป็นไข้รูห์มาติก 100 คนของแพทย์ชาวอเมริกัน Alvin F. Coburn (1899-1975) ช่วยเน้นย้ำถึงบทบาทของเชื้อแบคทีเรีย hemolytic streptococcus กับการเกิดไข้รูห์มาติก 
ค.ศ. 1932 E. W. Todd ที่นิวยอร์กค้นพบแอนติบอดีต่อเอนไซม์ของ streptococcus ซึ่งทำให้เม็ดเลือดแดงแตก 2 ชนิดจึงตั้งชื่อว่า antistreptolysin O กับ S
ค.ศ. 1934 Walter K. Myers (1903-1964) หทัยแพทย์ชาวอเมริกันและคณะพบว่า antistreptolysin O (ASO) titer สูงขึ้นในผู้ป่วยไข้รูห์มาติก  ต่อมา ค.ศ. 1938 Todd พบว่า antistreptolysin O (ASO) สัมพันธ์กับการติดเชื้อ hemolytic streptococcus
ค.ศ. 1935 Gerhard Johannes Paul Domagk (1895–1964) แพทย์ชาวเยอรมันตีพิมพ์บทความ “A Contribution to the Chemotherapy of Bacterial Infection” รายงานการทดลองฉีดเชื้อ streptococcusให้แก่หนูทดลองและแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกไม่ให้อะไรแต่กลุ่มหลังให้ Sulfamidochrysoidine (เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแตกตัวเป็นสาร Sulfanilamide ซึ่งเป็นตัวหลักในการออกฤทธิ์)  ปรากฏว่า 4 วันต่อมาหนูกลุ่มแรกเสียชีวิตทั้งหมด  ขณะที่กลุ่มหลังสบายดี (Domagk G. Ein Beitrag zur Chemotherapie der bakteriellen Infektionen. Deutsch Med Wschr 1935;61:250-3.)
Coburn และ Lucile V. Moore ทำการศึกษาในกระต่ายพบว่าการให้ยา sulfanilamide ป้องกันการติดเชื้อ streptococcus ได้  ค.ศ. 1938 พวกเขาจึงเริ่มให้ยานี้กับเด็กที่เคยเป็นไข้รูห์มาติก (หลายคนเป็นโรคหัวใจรูห์มาติก) พบว่า 79 ใน 80 รายไม่เป็นไข้รูห์มาติกอีกเลย  แสดงให้เห็นว่ายา sulfanilamide ป้องกันการเกิดไข้รูห์มาติกได้ (Coburn AF, Moore LV. The prophylactic use of sulfanilamide in streptococcal respiratory infections, with especial reference to rheumatic fever. J Clin Invest 1939;18:147-55.)
Jones ศึกษาโรคนี้จนสามารถเสนอเกณฑ์การวินิจฉัยไข้รูห์มาติกได้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1944 รู้จักกันในชื่อ “Jones criteria” ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง (Jones TD. The diagnosis of rheumatic fever. J Am Med Assoc 1944; 126 (8); 481-4.)
ค.ศ. 1947 Joan Whitney Payson (1903-1975) นักธุรกิจชาวอเมริกันก่อตั้ง Halen Hay Whitney Foundation ในมหานครนิวยอร์กด้วยทุน 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการวิจัยพื้นฐานของไข้รูห์มาติกและโรคหัวใจรูห์มาติก  จากชื่อเสียงในด้านนี้ทำให้ Jones ได้รับการร้องขอให้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของกองทุน  ต่อมายังได้รับตำแหน่งสำคัญในหลายองค์กรอีกด้วย 
ค.ศ. 1948 Jones ร่วมกับ Benedict Frank Massell (1906-2008) หทัยแพทย์ชาวอเมริกันและ James W. Dow รายงานการใช้ยาเพนิซิลลินชนิดกินในผู้ป่วยไข้รูห์มาติกเป็นครั้งแรก (Massell BF, Dow JW, Jones TD. Orally administered peniclillin in patients with rheumatic fever. J Am Med Assoc 1948; 138(14): 1030.)
ค.ศ. 1950 Floyd W. Denny, Jr. (1923–2001) กุมารแพทย์ชาวอเมริกันและคณะรายงานผลการศึกษาสุ่มแบบมีกลุ่มควบคุมเป็นครั้งแรกว่าการรักษาการติดเชื้อ streptococcus ป้องกันโรคไข้รูห์มาติกได้ (Denny LW, Brink WR, Rammelkamp CH, Cluster EA. Prevention of rheumatic fever: treatment of the preceding streptococcal infection. JAMA 1950;143:151-3.)
Jones เสียชีวิตด้วยด้วยโรค diffuse vasculitis และ malignant hypertension ที่โรงพยาบาลจอห์นฮอปกินเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1954  สองวันต่อมาศพของเขาได้รับการฝังที่สุสาน Blandford ในบ้านเกิดเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในตระกูล  โดยป้ายหน้าหลุมศพจารึกไว้ว่า “THAT YOU MAY HAVE LIFE MORE ABUNDANTLY”  จากการอุทิศชีวิตให้กับโรคไข้รูห์มาติกจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งไข้รูห์มาติก (Father of rheumatic fever)
เกณฑ์การวินิจฉัยไข้รูห์มาติกเฉียบพลันได้รับการปรับปรุงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1965 เรียกว่า modified Jones criteria และได้รับการปรับปรุงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1992 เป็น Jones criteria, 1992 update
 
เอกสารอ้างอิง
                Benedek TG. The History of Bacteriologic Concepts of Rheumatic Fever and Rheumatoid Arthritis. Semin Arthrits Rheum 2006; 36:109-23.
                Bland EF. Dr. Thomas Duckett Jones. Trans Am Clin Climatol Assoc 1956; 67:43-4.
                Paul O, Bland EF, Massell BF. T. Duckett Jones and His Association with Paul Dudley White. Clin Cardiol 1990; 13:367-9.
 
 
 
 
*อ่านชีวประวัติของ Benedict Frank Massell ได้ที่

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

MMM(153) Pioneer in colorectal surgery

David Henry Goodsall (1843-1906)


เกิดวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1843 ที่เมือง Gravesend ใน Kent ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรชายคนที่สองในบรรดาสี่คน

บิดาของเขาเป็นนักเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาล St. Bartholomew ขณะเรียนชันสูตรศพเกิดอุบัติเหตุจาก สตาฟทำให้เกิดบาดแผลที่มือและติดเชื้อในกระแสโลหิตจนเสียชีวิต

ตอนนั้นเขาเรียนอยู่ที่โรงเรียน St. Ann อายุ 14 ปีก็ไปเป็นเด็กฝึกงานของ Manley นักเคมีที่อยู่ใกล้ Aldgate กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ค.ศ. 1865 เพื่อชดเชยการเสียชีวิตของบิดา Goodsall ได้เข้าเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาล St. Bartholomew ฟรี

ค.ศ. 1868 เขาได้ M.R.C.S ค.ศ. 1870 ได้ L.R.C.P และเป็น house surgeon ที่โรงพยาบาล St. Mark

ค.ศ. 1871 เป็น assistant surgeon โดยเป็นผู้ช่วยของ Peter Yeames Gowlland (1825-1896) ศัลยแพทย์ไส้ตรง (rectal surgeon) ผู้มีชื่อเสียง

ค.ศ. 1872 ได้เป็น F.R.C.S ค.ศ. 1888 ได้เป็น full surgeon โดยสนใจในด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (colorectal surgery)

ต้นทศวรรษ 1890 เขาแต่งงานและมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคน

ค.ศ. 1892 เขาได้เป็น senior surgeon ที่โรงพยาบาล London Metropolitan และ ค.ศ. 1895 ได้รับอีกตำแหน่งที่โรงพยาบาล St. Saviour

ค.ศ. 1900 เขาร่วมกับ W. Ernest Miles ประพันธ์ตำรา “Diseases of the Anus and Rectum” ในบท “Anal fistula” เขาได้เขียนถึงกฎที่ปัจจุบันเรียกว่า Goodsall’s rule ไว้

ค.ศ. 1903 เขาเกษียณเนื่องจากอายุครบ 60 ปีแต่ยังคงทำเวชปฏิบัติต่อ

ตอนต้นปี ค.ศ. 1906 เขาป่วยด้วยโรคหัวใจแต่อาการดีขึ้นจึงทำงานได้ตามปกติ เช่นเดียวกับเช้าวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1906 ก็ไปผ่าตัดคนไข้ตามปกติที่โรงพยาบาล London Metropolitan วันนั้นเองเขาเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน (คาดว่าจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย) ที่บ้านพักใน Devonshire Place กรุงลอนดอน ขณะบุตรชายอายุเพียง 7 ขวบ

Goodsall ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้านศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (Pioneer in colorectal surgery)

เอกสารอ้างอิง

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2382381/pdf/brmedj08084-0072.pdf

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

MMM(152) Father of surgical anatomy of liver

Sir James Cantlie (1851-1926)


เกิดวันที่ 17 ม.ค. 1851 ที่ฟาร์มใน Keithmore, Dufftown, Banffshire ประเทศสกอตแลนด์

เขาเรียนที่ Botriphnie’s School และ Milne’s Institution จากนั้นก็เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีน

เขาจบ MA ด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในปี ค.ศ. 1871 แล้วก็เรียนต่อแพทย์ที่แอเบอร์ดีนได้หนึ่งปีก่อนจะย้ายไปยังโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาล Charing Cross ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่สุดท้ายก็กลับมาแอเบอร์ดีนและจบ MB CM ในปี ค.ศ. 1873

หลังจบการศึกษาเขาก็ไปรับตำแหน่ง Instruction ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่ Charing Cross และได้เป็น Demonstrator ด้านกายวิภาคศาสตร์ (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1872 - 1887) ต่อมาเขาก็เป็น house physician, house surgeon และ surgical registrar โดย ค.ศ. 1877 ได้เป็นผู้ช่วยศัลยแพทย์และได้รับเลือกเป็น FRCS

ปลายปี ค.ศ. 1877 เขาเป็น 1 ใน 12 แพทย์หนุ่มอาสาสมัครไปทำงานที่ประเทศอียิปต์โดยเป็นผู้ช่วยในการจัดการปัญหาระบาดของอหิวาตกโรคในผู้แสวงบุญที่มาจากเมืองเมกกะ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจในโรคเขตร้อน

ค.ศ. 1884 เขาแต่งงานกับ Mabel

ค.ศ. 1886 เขาได้ตำแหน่งศัลยแพทย์ที่ Charing Cross แต่ปีต่อมา ค.ศ. 1887 ก็ลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปรับงานที่ฮ่องกงตามคำเชิญของ Patrick Manson (1844-1922)

เขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งวิทยาลัยแพทย์ฮ่องกงสำหรับนักศึกษาจีนที่โรงพยาบาล Alice Memorial และดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกนานถึง 7 ปี นักศึกษารุ่นแรกคือ Sun Yat-Sen (1866-1925)

ค.ศ. 1896 เขากลับไปกรุงลอนดอนเพื่อรับตำแหน่งประธานของกายวิภาคศาสตร์ประยุกต์ที่โรงพยาบาล Charing Cross จากนั้นไม่นาน Sun Yat-Sen ถูกลักพาตัวและคุมขังที่สถานฑูตจีนในกรุงลอนดอน Cantlie มีส่วนสำคัญในการปล่อยตัวเขาอย่างปลอดภัยจึงกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนับจากนั้น (ต่อมา Sun Yat-Sen ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีนในปี ค.ศ. 1911)

ค.ศ. 1897 จากการชันสูตรศพตับของผู้ป่วยด้านขวาฝ่อขณะที่ด้านซ้ายโต เขาสังเกตว่าเป็นผลจากแขนงหลอดเลือด portal ข้างขวาตีบตัน เขาจึงเสนอการแบ่งตับทางกายวิภาคศาสตร์ใหม่โดยให้รอยต่อของตับที่ฝ่อกับตับที่โตเป็นเส้นกึ่งกลางแบ่งตับออกเป็นกลีบขวากับซ้าย เขาตีพิมพ์บทความในปี ค.ศ. 1898 ชื่อ “A new arrangement of the right and left lobes of the liver.” (J. Anat. Physiol 1898; 32:4-9) เส้นนี้อยู่ระหว่าง fundus ของถุงน้ำดีกับจุดศูนย์กลางของ Inferior vena cava ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Cantlie’s line เขายังเสนอว่าถ้าทำให้แขนงของหลอดเลือด portal ตีบตันเพื่อให้ตับซีกนั้นฝ่อจะมีประโยชน์ในการผ่าตัดตับ (แปดสิบกว่าปีต่อมาถึงมีการทำ pre-operative portal vein embolization ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1982)

Cantlie กลับมายังกรุงลอนดอนพร้อมกับคำถาม 3 ข้อนั่นคือ ทำไมไม่มีโรงเรียนสอนเวชศาสตร์เขตร้อนก่อนส่งแพทย์ไปทำงานที่เขตร้อน? ทำไมในการประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์อังกฤษไม่มีหัวข้อเรื่องเวชศาสตร์เขตร้อน? และสุดท้ายทำไมไม่มีวารสารด้านนี้ในกรุงลอนดอน?

ปี ค.ศ. 1898 ประสบความสำเร็จทั้งสามข้อ เขาช่วย Manson ก่อตั้งโรงเรียนเวชศาสตร์เขตร้อนลอนดอนที่โรงพยาบาล Albert Dock (เขาเป็นศัลยแพทย์คนแรกของโรงเรียนนี้และสนใจมากในเรื่องฝีที่ตับ), การประชุมของสมาคมแพทย์อังกฤษที่ Edinburgh จัดให้มีหัวข้อเวชศาสตร์เขตร้อนโดย Manson เป็นประธานอ่านโทรเลขเรื่องวงจรชีวิตของมาลาเรียสัตว์ปีกจาก Ronald Ross (1857-1932) แพทย์ชาวอังกฤษที่ทำงานวิจัยอยู่ในประเทศอินเดีย (การค้นพบนี้ทำให้ Ross ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี ค.ศ. 1902) และสุดท้ายเขาร่วมกับ W. J. Simpson (ต่อมาคือ Sir William Simpson) จัดทำวารสาร Journal of Tropical Medicine and Hygiene นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้งสภากาชาดอังกฤษอีกด้วย

วันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1907 เขาร่วมกับแพทย์ชาวอังกฤษ George Carmichael Low (1872-1952) ก่อตั้ง Society of Tropical Medicine and Hygiene โดย Manson ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมคนแรก (ผู้นำของ Royal Society of Medicine พยายามดึงสมาคมนี้มาเป็นหน่วยย่อยของตนแต่ล้มเหลวเพราะจากการลงมติในปี ค.ศ. 1913 สมาชิกไม่เห็นด้วย 216 ต่อ 60 เสียง)

ค.ศ. 1918 Cantlie ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir เขาดำรงตำแหน่งประธานของ Society of Tropical Medicine and Hygiene ระหว่างปี ค.ศ. 1921-1923 ช่วงนี้เองสมาคมได้ปรับเปลี่ยนเป็น Royal Society of Tropical Medicine and Hygiene

ภรรยาของเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1921 ส่วนตัวเขาเองเสียชีวิตที่บ้านใน Dorset Square กรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1926 ศพของเขาถูกฝังที่สุสาน Cottered โบสถ์เซนต์จอห์นใน Buntingford, Hertfordshire

Cantlie ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของกายวิภาคศาสตร์ด้านศัลยกรรมของตับ (Father of surgical anatomy of liver)

เอกสารอ้างอิง

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2524224/?page=1

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

MMM(151) Neisseria gonorrhoeae

Albert Ludwig Sigesmund Neisser (1885-1916)


เกิดวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1885 ที่เมือง Silesian ใน Schweidnitz ประเทศเยอรมนี (ปัจจุบันคือ Swidnica ประเทศโปแลนด์)

เป็นบุตรชายของ Moritz Neisser (1820-1896) แพทย์ชาวยิวผู้มีชื่อเสียง มารดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบจึงโตมากับแม่เลี้ยง

เขาเรียน Volksschule ที่ Muensterberg (ปัจจุบันคือ Ziebice) จากนั้นก็ศึกษาต่อที่โรงเรียน St. Maria Magdalena ในเมือง Breslau ประเทศเยอรมนี (ปัจจุบันคือ Wroclaw ประเทศโปแลนด์) โดยเรียนร่วมชั้นกับ Paul Ehrlich (1854–1915) แพทย์ชาวเยอรมันผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี ค.ศ. 1908

เขาจบชั้นมัธยมในปี ค.ศ. 1872 จากนั้นก็เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Breslau (มีไปฝึกงานชั้นคลินิกที่ Erlangen หนึ่งเทอม) โดยจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1877 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง echinococcosis ภายใต้แพทย์ชาวเยอรมัน Michael Anton Biermer (18 ต.ค. 1827 – 15 ต.ค. 1892)

ตอนแรกเขาตั้งใจจะเป็นอายุรแพทย์แต่หาที่คลินิกของ Biermer ไม่มีตำแหน่ง ด้วยความบังเอิญในที่สุดก็ได้งานเป็นผู้ช่วยของตจแพทย์ชาวเยอรมัน Oskar Simon (2 ม.ค. 1845 – 2 มี.ค. 1882) โดยเน้นไปที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับโรคเรื้อน (leprosy)

ค.ศ. 1879 แพทย์ชาวเยอรมันผู้นี้ค้นพบแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหนองใน(gonorrhea) ซึ่ง Ehrlich เรียกว่า gonococcus (เพื่อเป็นเกียรติแก่ Neisser ค.ศ. 1885 Zopf ตั้งชื่อแบคทีเรียนี้ว่า Neisseria gonorrhoeae)

ค.ศ. 1879 เขาได้เดินทางไปศึกษาผู้ป่วยโรคเรื้อน 100 รายที่ Trondheim, Molde และ Bergen ในนอร์เวย์โดยย้อมสีสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยนำกลับมาศึกษาที่เยอรมนี หนึ่งปีต่อมา Neisser ก็ค้นพบว่าแบคทีเรีย Mycobacterium leprae เป็นสาเหตุของโรคเรื้อน[Gerhard Henrik Armauer Hansen (1841–1912) แพทย์ชาวนอร์เวย์เป็นผู้ค้นพบแบคทีเรียดังกล่าวในปี ค.ศ. 1873 แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นสาเหตุของโรคเรื้อน ทั้งสองขัดแย้งกันบ้างในเรื่องนี้แต่ท้ายที่สุดโรคเรื้อนก็ได้รับการตั้งชื่อว่า Hansen’s disease]

ค.ศ. 1880 เขาเป็นผู้บรรยายด้านตจวิทยาที่ Leipzig และเป็น privatdozent

ค.ศ. 1882 เขากลับไปรับตำแหน่ง professor extraordinarius ทางด้านตจวิทยาและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเป็นผู้อำนวยการภาควิชาตจวิทยาที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยแห่ง Breslau หนึ่งปีต่อมาเขาก็แต่งงานกับ Toni Kauffmann

ค.ศ. 1892 เขาเปิดคลินิกด้านตจวิทยาแห่งใหม่และกลายเป็นศูนย์วิจัยที่มีชื่อเสียง

งานวิจัยสำคัญอีกเรื่องคือซิฟิลิส เขาร่วมกับ Carl Bruck (1879-1944) ตจแพทย์ชาวเยอรมันและ August Paul von Wassermann (21 ก.พ. 1866 – 16 มี.ค. 1925) นักแบคทีเรียวิทยาชาวเยอรมันคิดค้นการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคซิฟิลิสด้วยเทคนิค Complement-fixation สำเร็จในปี ค.ศ. 1906 เรียกว่า Wassermann test หรือ Wassermann-Neisser-Bruck reaction ถือเป็นหนึ่งใน serodiagnostic test แรก ๆ ที่ใช้ในทางเวชปฏิบัติ (แต่ปัจจุบันไม่ใช้กันแล้ว)

ค.ศ. 1907 เขาเป็นตจแพทย์คนแรกที่ได้รับตำแหน่ง professor ordinarius ด้านตจวิทยาที่ Breslau

ค.ศ. 1913 เขาเสียใจมากกับการจากไปของภรรยา เขาเป็นเบาหวานและกระดูกต้นขาหักสุขภาพทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ต่อมาเขาเป็นนิ่วที่ไตและไปเอานิ่วออกจากกระเพาะปัสสาวะที่กรุงเบอร์ลินก่อนจะกลับมายัง Breslau แต่เกิดติดเชื้อในกระแสเลือดจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1916

Neisser ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของ gonococcus (Father of gonococcus)