วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

MMM(208) John Rhea Barton Professor of Surgery

John Rhea Barton (1794-1871)

เกิดเดือน เมษายน ค.ศ. 1794 ที่เมือง Lancaster รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นบุตรชายของผู้พิพากษาชาวอเมริกัน William Barton (1754-1817) กับ Elizabeth Rhea
มีพี่น้องแปดคนด้วยกันรวมถึง William Paul Crillon Barton (1786-1856) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน
เรียนที่โรงพยาบาลเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟียโดยจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1818
เริ่มสอนที่โรงพยาบาลเพนซิลเวเนียและเป็นศัลยแพทย์ที่ Philadelphia Almshouse  นอกจากนี้ยังทำงานให้กับ Philip Syng Physick (1768-1837) บิดาแห่งศัลยศาสตร์สหรัฐอเมริกา
ค.ศ. 1823 เขาได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลเพนซิลเวเนีย
เขาเป็นที่รู้จักจากการิเริ่มทำ corrective osteotomy สำหรับ joint ankylosis  เขาทำ femoral osteotomy ระหว่าง greater กับ lesser trochanter ในผู้ป่วย ankylosis ของข้อสะโพก ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการทำ arthroplasty เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1826 เขาทำ hip osteotomy เสร็จในเวลา 7 นาที
การเป็นคนช่างสังเกตทำให้เขาค้นพบกระดูกหักที่หายากคือกระดูกเรเดียสส่วนปลายหักร่วมกับมีการเคลื่อนของ radiocarpal joint ปัจจุบันเรียกว่า Barton's fracture  นอกจากนี้ยังคิดค้น Barton's bandage (bandage รูปเลขแปดใช้พยุงกรามล่าง) และ Barton's forceps (forceps ทางสูติกรรมใช้ในกรณีศีรษะอยู่ในตำแหน่ง high transverse) อีกด้วย
เขาเสียชีวิตในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1871 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ค.ศ. 1877 เพื่อเป็นเกียรติแก่สามีภรรยาของเขา Sarah Rittenhous Barton บริจาคเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐให้กับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเพื่อตั้งชื่อตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ว่า John Rhea Barton Professor of Surgery โดยศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน David Hayes Agnew (1818–1892) ดำรงตำแหน่งนี้เป็นคนแรกระหว่างปี ค.ศ. 1878-1889


เอกสารอ้างอิง
                Mostofi SB. Who’s Who in Ortopedics. New York:Springer;2005. 

หมายเหตุ สำหรับเชื้อแบคทีเรีย Bartonella bacilliformis นั้นค้นพบโดยแพทย์ชาวเปรู Alberto Leopoldo Barton Thompson (1871–1950)


วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

MMM(207) Bauhin's valve

Gaspard Bauhin หรือ Caspar Bauhin (1560-1624)

เกิดวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1560 ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 
เป็นบุตรชายหนึ่งในสามของศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศส Jean Bauhin (1511-1582) ผู้ซึ่งย้ายมาอยู่สวิตเซอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1541 หลังเปลี่ยนมานับถือนิกายโปรเตสแตนต์
เป็นน้องชายของ Johann Bauhin (1541-1613) ซึ่งเป็นแพทย์และเป็นนักพฤกษศาสตร์ (อายุห่างกันเกือบยี่สิบปี)
เขาได้รับความรู้ด้านการแพทย์และพฤกษศาสตร์จากทั้งบิดาและพี่ชายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
ค.ศ. 1572 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งบาเซิลเป็นลูกศิษย์ของแพทย์ชาวสวิส Felix Plater (1536-1614) และ Theodor Zwinger the Elder (1533-1588)  โดยจบปริญญาตรีด้านปรัชญาในปี ค.ศ. 1575
ตุลาคม ค.ศ. 1577 เขาไปศึกษาเพิ่มเติมกับ Fabricius ab Aquapendente (1537-1619) นักกายวิภาคศาสตร์ชาวอิตาลี ที่มหาวิทยาลัยแห่งปาดัว ประเทศอิตาลีเป็นเวลานาน 18 เดือน จากนั้นก็ไปยังประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีก่อนจะกลับไปยังบาเซิลในต้นปี ค.ศ. 1581
พฤษภาคม ค.ศ. 1581 เรียนจบแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งบาเซิลและทำงานที่นั่น  ปีนี้เองเขาแต่งงานครั้งแรกกับ Barbara Vogelmann และมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคน
ค.ศ. 1582 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกรีก
ค.ศ. 1586 ได้รับตำแหน่งคณบดีของคณะแพทย์และได้เป็นอีกแปดครั้ง (นอกจากนี้ยังได้รับตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยถึง 4 ครั้งด้วยกันคือในปี ค.ศ. 1592, 1598, 1611 และ 1619)
ค.ศ. 1588 บรรยาย ileocecal valve ซึ่งเป็น valve ระหว่างลำไส้เล็กส่วน ileum กับลำไส้ใหญ่ส่วน cecum จึงได้รับการตั้งชื่อว่า Bauhin's valve [ยังมีอีกสองคนที่ค้นพบเช่นกันคือแพทย์ชาวอิตาลี Constantius Varolius (1543-1575) กับศัลยแพทย์ชาวดัตช์ Nicholaes Tulp (1593-1674) จึงมีอีกชื่อว่า valve of Varolius และ Tulp’s valve]
นอกจากนี้เขายังค้นพบ mucous gland ขนาดเล็กที่ปลายลิ้นเรียกว่า Bauhin's gland
ค.ศ. 1589 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์และพฤกษศาสตร์
ค.ศ. 1596 เขาแต่งงานครั้งที่สองกับ Maria Bruggler  ไม่กี่ปีต่อมาก็แต่งงานครั้งที่สามกับ Magdalena Burckhardt โดยมีบุตรสาวด้วยกันสองคนและบุตรชายหนึ่งคนคือ Jean Gaspard Bauhin (1606-1685)
ค.ศ. 1614 หลังจาก Plater เสียชีวิตเขาก็รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการแพทย์ของเมืองบาเซิลแทนและปีต่อมาก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเวชปฏิบัติ
ค.ศ. 1623 ตีพิมพ์ตำรา Pinax Theatri Botanici (Illustrated exposition of plants) ซึ่งบรรยายพืชไว้หกพันชนิดโดยบางสปีชีส์เขาตั้งชื่อเป็นแบบทวินาม (binomial nomenclature) เหมือนที่นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน Carl Linnaeus (1707-1778) ใช้ในเวลาต่อมา
เขาเสียชีวิตที่เมืองบาเซิลในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1624
Jean Gaspard เป็นแพทย์เจริญรอยตามบิดาโดยได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์และพฤกษศาสตร์ในปี ค.ศ. 1629 และศาสตราจารย์ด้านเวชปฏิบัติในปี ค.ศ. 1660
Linnaeus ตั้งชื่อสกุลของไม้ดอกกลุ่มหนึ่งว่า Bauhinia เพื่อเป็นเกียรติแก่พี่น้อง Bauhin

เอกสารอ้างอิง

              “Bauhin, Gaspard.” Complete Dictionary of Scientific Biography. 2008. Encyclopedia.com. 10 Jan. 2014. <http://www.encyclopedia.com>.

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

MMM(206) Narakas classification

Algimantas Otonas Narakas (1927-1993)

เกิดวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1927 ในเมือง Kaunas ประเทศลิทัวเนีย
เป็นบุตรชายของ Juozas Narakas (1899-1989) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศและต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน
วันหนึ่งในปี ค.ศ. 1937 ขณะเล่นอยู่ในอดีตสมรภูมิรบช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเขาโดนระเบิดมือระเบิดใส่จนเป็นแผลที่ขาและสะโพก  เนื่องจากกลัวความผิดจึงไม่บอกใคร  ผลลัพธ์คือแผลติดเชื้อเป็น chronic osteomyelitis ที่กระดูก tibia ด้านซ้ายและสะโพกขวา  เขาจึงถูกส่งไปรักษาด้วยวิธี heliotherapy ที่โรงพยาบาลบนเทือกเขาแอลป์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลานานถึงสิบปี  การรักษาไม่ได้ผลอะไรแต่ช่วยให้เขาพ้นจากความวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่สอง
เนื่องจากขาใช้การไม่ค่อยดีจึงต้องฝึกฝนทักษะการใช้มือ  ชีวิตของเขาอยู่ไปวัน ๆ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนเมื่อมีการค้นพบยาปฏิชีวนะ  ไม่กี่วันหลังได้รับยาเพนิซิลลินเขาก็หายจากความเจ็บป่วย  เขาออกจากโรงพยาบาลในปี ค.ศ. 1947 นางพยาบาลแนะนำว่า “ประเทศของเขาหายไปจากแผนที่แล้ว พ่อกับแม่ไม่รู้เป็นอย่างไร ขาเขาพิการแต่มีสายตาและทักษะที่ดีน่าจะทำงานเป็นช่างนาฬิกา”   
แต่จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาเป็นแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นที่จะเป็นแพทย์เพื่อรักษาผู้อื่นให้หายจากความเจ็บป่วย  เขาเรียนมัธยมที่วิทยาลัยคาทอลิกแห่ง Einsiedeln ใน Alemanic ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (พื้นที่นี้พูดภาษาเยอรมัน)  ก่อนจะเข้าเรียนแพทย์ในปี ค.ศ. 1949 และจบแพทย์จากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยโลซานในปี ค.ศ. 1957
เรื่องราวกำลังไปได้ดีแต่แล้วก็สะดุดเนื่องจากลิทัวเนียถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียต  สวิตเซอร์แลนด์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 เขาจึงกลายเป็นคนไร้สัญชาติและไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเวชปฏิบัติ  ระหว่างนี้เขาเทรนด้านศัลยศาสตร์ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งโลซานคอร์สชาวต่างชาติ  ส่วนเงินยังชีพได้มาจากการทำงานรับจ้างต่าง ๆ เช่นเป็นคนส่งนม ช่าง คนสวน รวมถึงทำงานด้านวารสารวิทยาศาสตร์และการแพทย์
เขาแต่งงานกับ Collette Kenel ทั้งสองมีบุตรด้วยกันสองคนเป็นบุตรชายชื่อ Alexandre และบุตรสาวชื่อ Diane
เขารออยู่หลายปีในที่สุดก็ได้รับสัญชาติสวิสในปี ค.ศ. 1962  เขาเทรนจบศัลยแพทย์ทั่วไปในปี ค.ศ. 1969 จากนั้นร่วมงานกับศาสตราจารย์ Claude Verdan ผู้บุกเบิกศัลยศาสตร์ของมือที่ Clinique Longeraie ในโลซาน
ค.ศ. 1971 เขารับตำแหน่งในคณะแพทย์ที่หน่วยเวชศาสตร์อุบัติเหตุโดยได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1978 ปีเดียวกันนี้เองก็ได้รับตำแหน่งประธาน Assecurology ของมหาวิทยาลัยโลซาน
ค.ศ. 1981 เขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการแพทย์ที่ Clinique Longeraie
ค.ศ. 1989 เขาเทรนจบศัลยแพทย์ด้านมือ 
เขาเป็นบรรณาธิการวารสารด้านศัลยศาสตร์และประพันธ์บทความมากมายหนึ่งในนั้นคือการเสนอระบบจำแนก brachial plexus palsy ในทารกแรกเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1986 รู้จักกันในชื่อ Narakas classification
เขาพัฒนากฎด้านระบาดวิทยาของสาเหตุของ intraplexal lesion ที่เรียกว่ากฎ “7 times 70%” กล่าวคือ (1) 70% ของผู้ป่วยเกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนน (2) 70% ของอุบัติเหตุเกิดจากเหยื่อมอเตอร์ไซด์ (3) 70% ของเหยื่อเหล่านี้มีการบาดเจ็บหลายตำแหน่ง (4) 70% ของรอยโรคเหล่านี้เกิดเหนือไหปลาร้า (5) 70% ของรอยโรคเหล่านี้เกิด avulsion ของเส้นประสาทอย่างน้อยหนึ่งเส้น (6) 70% ของ avulsion เหล่านี้เกิดที่ระดับ C7-T1 (7) 70% ของ avulsion เหล่านี้ทำให้ปวดเรื้อรัง
เขาเสียชีวิตในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1993  เนื่องจากเป็นคนจัดการประชุมนานาชาติด้านการบาดเจ็บของ brachial plexus เพื่อเป็นเกียรติแก่ Narakas หลังเขาเสียชีวิตการประชุมดังกล่าวจึงได้รับการตั้งชื่อว่า “Narakas Club” ปัจจุบันจัดประชุมทุกสองปีโดยปี ค.ศ. 2013 นี้เป็นครั้งที่ 18 จัดที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการเสียชีวิตของเขา 

เอกสารอ้างอิง
                Bonnard C, Slooff ACJ. Brachial Plexus Lesions Drawaings of Exporations and Reconstructions by Algimantas Otonas Narakas. New York:Springer;1999.
Taleb C, Nectoux E, Awada T, Liverneaux P. The destiny of an ace: Algimantas Otanas Narakas (1927-1993). J Brachial Plex Peripher Nerve Inj 2013;8:6.

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

MMM(205) pioneer in study of human nervous system

Sir Charles Bell (1774-1842)

เกิดวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1774 ที่กรุงเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์
เป็นบุตรชายคนที่สี่ของบาทหลวง William Bell (1704-1779) เป็น Episcopalian minister ใน Church of Scotland กับภรรยาคนที่สอง Margaret Morice  [บุตรชายคนที่สามคือ George Joseph Bell (1770-1843) เป็นนักกฎหมาย  บุตรชายคนที่สองคือ John Bell (1763-1820) เป็นศัลยแพทย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งศัลยศาสตร์หลอดเลือดยุคใหม่ร่วมกับศัลยแพทย์ชาวสกอต John Hunter (1728-1793) และศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศส Pierre-Joseph Desault (1738-1795)] 
เนื่องจากบิดาเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุ 5 ขวบบุคลิกภาพจึงได้รับอิทธิพลจากมารดาเป็นหลักคืออารมณ์อ่อนไหวและมีความสุนทรีแบบศิลปิน
เขาเรียนที่โรงเรียนมัธยมเอดินบะระโดยมารดาให้เรียนพิเศษด้านศิลปะกับจิตรกรชาวสกอต David Allan (1744-1796) ด้วย ก่อนจะเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเอดินบะระตามแรงผลักดันของพี่ชาย  ขณะเป็นนักเรียนแพทย์เขาได้ช่วยพี่ชายสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ที่โรงเรียนกายวิภาคศาสตร์ของพี่ชายเอง  นอกจากนี้ยังตีพิมพ์ตำราด้านกายวิภาคศาสตร์อีกด้วย
ค.ศ. 1799 เขาจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยแห่งเอดินบะระและได้รับเลือกเป็นสมาชิกของวิทยาลัยศัลยแพทย์เอดินบะระ  เริ่มทำงานเป็นศัลยแพทย์ที่ Royal infirmary โดยฝีมือด้านศัลยศาสตร์ไม่แพ้ด้านกายวิภาคศาสตร์เลย
เขาร่วมกับพี่ชายตีพิมพ์ตำรา “Anatomy of the human body” volume 3 และ 4 ในปี ค.ศ. 1802 และ 1803 ตามลำดับ โดย Charles รับผิดชอบในส่วนของเส้นประสาท อวัยวะรับความรู้สึกและอวัยวะภายใน
ผลงานด้านกายวิภาคศาสตร์ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ประจักษ์  ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้หลายคนในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอดินบะระเกิดความอิจฉาและกีดกันพี่น้อง Bell ไม่ให้ได้รับตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยรวมถึงที่ Royal infirmary 
George Joseph Bell แนะนำให้พวกเขาไปเสี่ยงโชคที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พฤศจิกายน ค.ศ. 1804 ทั้งสองจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่กรุงลอนดอน
หลังไม่ได้รับตำแหน่งถาวรในสถาบันใด ๆ ค.ศ. 1805 Charles ตัดสินใจซื้อบ้านเก่าที่ถนน Leceister ในจัตุรัส Leceister ก่อตั้งโรงเรียนสอนกายวิภาคศาสตร์เป็นของตัวเอง 
ค.ศ. 1807 John Shaw (1792-1827) จากเมือง Ayr ประเทศสกอตแลนด์ถูกส่งมาเรียนกับ Charles ที่กรุงลอนดอน  ต่อมาเป็นผู้ช่วยของ Charles ที่โรงเรียนสอนกายวิภาคศาสตร์ Great Windmill Street
ค.ศ. 1811 Charles ตีพิมพ์ตำรา “An Idea of a New Anatomy of the brain” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “มหากฎบัตรแห่งประสาทวิทยา (Magna Carta of Neurology)”  ในตำราได้กล่าวถึงกายวิภาคศาสตร์ของไขสันหลังว่ามี nerve root สองเส้นคือ dorsal กับ ventral เมื่อกระตุ้น ventral root จะเกิดกล้ามเนื้อกระตุกแต่เมื่อกระตุ้น dorsal root ไม่เกิดอะไรขึ้น (สาเหตุเป็นเพราะศึกษาในศพ)
วันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1811 เขาแต่งงานกับ Marion Shaw (น้องสาวของ Barbara Shaw ซึ่งเป็นภรรยาของ George Joseph Bell และเป็นพี่สาวของ John Shaw ลูกศิษย์ของเขานั่นเอง) หลังแต่งงานได้ย้ายไปอยู่ที่จัตุรัส Soho ทั้งสองไม่มีบุตรด้วยกัน 
ค.ศ. 1812 เขาใช้สินสอดทองหมั้นที่ภรรยายกให้ซื้อโรงเรียนสอนกายวิภาคศาสตร์ Great Windmill Street จากนักกายวิภาคศาสตร์ชาวสกอต James Wilson (1765-1821) [โรงเรียนนี้ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1767 โดยแพทย์ชาวสกอต William Hunter (1718-1783) ซึ่งเป็นพี่ชายของ John Hunter]
ค.ศ. 1814 เขาได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาล Middlesex
มิถุนายน ค.ศ. 1815 เกิดการรบที่สมรภูมิ Waterloo เมื่อทราบข่าววันที่ 30 มิถุนายนเขาก็รีบเดินทางไปบรัสเซลส์พร้อม John Shaw ในเวลา 8 วันเขาผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนดึกรักษาผู้บาดเจ็บไปเป็นร้อยราย
ค.ศ. 1821 เขาบรรยายผู้ป่วยใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกโดยไม่ทราบสาเหตุ (ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Bell’s palsy)  ปีเดียวกันนั้นเอง John Shaw ได้ไปเผยแพร่ผลงานของ Charles ที่ประเทศฝรั่งเศส
François Magendie (1783–1855) นักสรีรวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ Bordeaux รับทราบงานของ Charles จาก John Shaw  ค.ศ. 1822 Magendie จึงทำการทดลองในลูกสุนัขที่ยังมีชีวิตพบว่าเมื่อกระตุ้น ventral root ของไขสันหลังจะเกิดการเคลื่อนไหวและเมื่อกระตุ้น dorsal root จะเกิดความเจ็บปวดจึงสรุปว่า ventral root เป็น motor function ส่วน dorsal root นั้นเป็น sensory function 
เนื่องจาก Charles ค้นพบกฎนี้คนแรกแต่เพียงครึ่งเดียว ส่วน Magendie ค้นพบกฎนี้อย่างสมบูรณ์แต่การทดลองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการทารุณสัตว์  ประกอบกับในศตวรรษที่ 19 อังกฤษและฝรั่งเศสมีความขัดแย้งทางการเมืองกันอยู่จึงพยายามตั้งชื่อกฎนี้เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของชาติตน ท้ายที่สุดกฎนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Bell-Magendie law
นอกจากนี้เขายังมีผลงานอีกหลายอย่างอาทิ Bell's nerve (long thoracic nerve), Bell's phenomenon และ Bell's spasm
ค.ศ. 1824 เขาเป็นคนแรกที่ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์และศัลยศาสตร์ของวิทยาลัยศัลยแพทย์ในกรุงลอนดอน  
ค.ศ. 1826 เขาขายโรงเรียนสอนกายวิภาคศาสตร์ Great Windmill Street ให้กับศัลยแพทย์ชาวอังกฤษสองคนคือ Herbert Mayo (1796-1852) กับ Caesar Henry Hawkins (1798-1884)
ค.ศ. 1829 เขาเป็นคนแรกที่ได้รับเหรียญรางวัล Royal Medal ด้านกายวิภาคศาสตร์จาก Royal Society
ค.ศ. 1831 เขาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir จากพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 (1765-1837)
ค.ศ. 1835 เขาตอบรับคำเชิญไปเป็นศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ที่เอดินบะระ
เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1842 ที่ North Hallow ใน Worcestershire ประเทศอังกฤษ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาระบบประสาทของมนุษย์ (pioneer in study of human nervous system)

เอกสารอ้างอิง
Gijn JV. Charles Bell (1774-1842). J Neurol 2011;258:1189-90.
                Kazi RA, Rhys-Evans P. Sir Charles Bell: The artist who went to the roots!. J Postgrad Med 2004;50:158-9.
                Pearce JMS. Sir Charles Bell (1774-1842). J R Soc Med 1993;86:353-4.

                

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

MMM(204) Marcus Gunn pupil

Robert Marcus Gunn (1850-1909)

เป็นบุตรชายของเกษตรกร เกิดในปี ค.ศ. 1850 ที่ Norse stock ใน Dunnet, Sutherlandshire ประเทศสกอตแลนด์
เขาเรียนที่โรงเรียนของ Mr. Thomas Fraser ใน Golspie จากนั้นก็เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่ง St. Andrew และมหาวิทยาลัยแห่งเอดินบะระโดยได้เรียนด้านจักษุวิทยากับ William Walker รวมถึง Douglas Moray Cooper Lamb Argyll Robertson (1837-1909) จักษุแพทย์ชาวสกอต  นอกจากนี้เขายังเรียนรู้การใช้ De Wecker’s ophthalmoscope ด้วยตัวเอง
เขาจบ M.A. ในปี ค.ศ. 1871 และ M.B. กับ C.M. ในปี ค.ศ. 1873 จากนั้นก็ไปทำงานที่โรงพยาบาลจักษุ Moorfields ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษร่วมกับ John Couper  หนึ่งปีต่อมาก็ย้ายไปทำงานที่กายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบด้านจักษุภายใต้ Sir Edward Albert Sharpey-Schafer (1850–1935) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาชาวอังกฤษที่ University College
ธันวาคม ค.ศ. 1874 ถึงมิถุนายน ค.ศ. 1875 เขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนาภายใต้จักษุแพทย์ชาวออสเตรีย Eduard Jager von Jaxtthal (1818-1884) จากนั้นก็กลับมาทำงานร่วมกับ Couper ที่โรงพยาบาลจักษุ Moorfields
สิงหาคม ค.ศ. 1876 เขาได้รับตำแหน่ง Junior House-Surgeon ธันวาคมปีนั้นเองก็เป็น Senior House-Surgeon และได้รับ F.R.C.S. ในปี ค.ศ. 1882
สิงหาคม ค.ศ. 1883 ได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์ผู้ช่วยที่โรงพยาบาลจักษุ Moorfields และได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1888
เขามีผลงานมากมายที่สำคัญคือค้นพบ Marcus Gunn pupil หรือ Relative Afferent Pupillary Defect (RAPD), Marcus Gunn jaw-winking phenomenon, Gunn's dots และ Gunn's sign
ค.ศ. 1898 ได้รับตำแหน่งรองประธานหน่วยจักษุวิทยาของสมาคมแพทย์อังกฤษและเป็นประธานในปี ค.ศ. 1906  หนึ่งปีต่อมาก็ได้รับตำแหน่งประธานสมาคมจักษุวิทยาและเป็นศัลยแพทย์อาวุโสของโรงพยาบาลจักษุ Moorfields
หลังทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยอยู่หลายเดือนในที่สุดเขาก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1909 ที่ Hindhead ใน Surrey ประเทศอังกฤษ

เอกสารอ้างอิง
                L JB. Obituary Robert Marcus Gunn. Br Med J 1909;1719-21.


วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MMM(203) Edgar Wallace of medical literature

Henry Hamilton “Ham” Bailey (1894-1961)

เกิดวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1894 ที่ Bishopstoke ในมณฑลแฮมป์เชียร์ ประเทศอังกฤษ
เป็นบุตรชายของแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป Henry James Bailey (1864-?) ส่วนมารดาเป็นพยาบาลชื่อ Margaret Bailey ป่วยเป็นโรคจิตเวช  ตอนอายุสองขวบครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ไบรตัน  ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่มีความสุขนักเพราะบิดาทำงานหนักไม่ค่อยมีเวลาให้ ส่วนมารดาก็ป่วยบ่อยไม่ค่อยได้อยู่บ้าน
ค.ศ. 1900 เขาถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำที่ Durley, Southport ก่อนจะเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัย St Lawrence ใน Ramsgate มณฑลเคนต์

ค.ศ. 1910 เขาเข้าเรียนแพทย์ตามความประสงค์ของบิดาที่โรงพยาบาลลอนดอนด้วยวัย 16 ปี  ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ค.ศ. 1914 ขณะอยู่ชั้นปีที่ 4 เขาอาสาไปทำงานในหน่วยกาชาดอังกฤษที่เบลเยียม  ทำงานได้ไม่นานกองทัพเยอรมันก็บุกรุกเขาถูกจับเป็นเชลยไปสร้างทางรถไฟที่ประเทศเยอรมนี  รถไฟของกองร้อยถูกทำลายเขาและชาวฝรั่งเศสอีก 2 คนถูกจับในข้อหาก่อวินาศกรรม  ศาลทหารตัดสินให้ประหารชีวิตทั้งหมดแต่โชคดีชาวฝรั่งเศสถูกประหารชีวิตคนเดียวสองคนที่เหลือรอดชีวิต  จากการแทรกแซงของสถานทูตสหรัฐอเมริกาเขาได้รับการส่งตัวกลับประเทศ
ค.ศ. 1917 เขาสอบผ่าน MRCS LRCP และได้รับตำแหน่งเป็นศัลแพทย์โท (Surgeon-lieutenant) ในกองทัพเรือหลวง  ค.ศ. 1920 ก็สอบผ่านเป็น Fellow of the Royal College of Surgeons
หลังสิ้นสุดสงครามได้มาเป็นผู้ช่วยหัวหน้า fellow ที่โรงพยาบาลลอนดอน  ช่วงนั้นศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ Robert John McNeill Love (1891-1974) เป็นผู้ช่วยคนที่หนึ่งที่โรงพยาบาลลอนดอน  Bailey และ Love ได้เป็น registrar ระหว่างปี ค.ศ. 1922-1925 (ค.ศ. 1924 Bailey สูญเสียนิ้วชี้มือซ้ายเนื่องจากติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดทิ้ง) แต่ทั้งสองไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์ในปี ค.ศ. 1925 จึงไม่ได้รับตำแหน่ง consultant ที่โรงพยาบาลลอนดอน
Bailey มีชื่อเสียงจากการประพันธ์ตำราโดย ค.ศ. 1927 เขาตีพิมพ์ตำรา “Hamilton Bailey’s Demonstration of Physical Signs in Clinical Surgery” เป็นครั้งแรก (ล่าสุดฉบับพิมพ์ครั้งที่ 18 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1997)  ต่อมา ค.ศ. 1930 ก็ตีพิมพ์ตำรา “Hamilton Bailey’s Emergency Surgery” เป็นครั้งแรก (ล่าสุดฉบับพิมพ์ครั้งที่ 13 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2000)
แม้ Bailey และ Love จะไม่ได้รับตำแหน่ง consultant ที่โรงพยาบาลลอนดอน อย่างไรก็ตามสตาฟของโรงพยาบาล Royal Northern เล็งเห็นความสามารถจึงเชิญทั้งคู่มาร่วมงานในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1930  ต่อมาทั้งสองได้ร่วมกันประพันธ์ตำรา “Bailey & Love Short Practice of Surgery” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1932 และได้รับความนิยมมากจนถือเป็นไบเบิลสำหรับนักเรียนแพทย์ (ล่าสุดเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 26 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2013) 
 Bailey แต่งงานกับช่างภาพมืออาชีพ Veta Gillender (1902-?) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการประจำตัวเขาตลอดชีวิต  ค.ศ. 1943 บุตรคนเดียวของเขาคือ Hamilton เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถไฟด้วยวัยเพียง 15 ปี  หลังจากนั้นเขาก็มีปัญหาด้านสุขภาพจิตจนผ่าตัดไม่ได้ในปี ค.ศ. 1949 และต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช Graylingwell ในมณฑลซัสเซ็กซ์ เนื่องจากไม่ตอบสนองต่อการรักษาใด ๆ จึงต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานถึง 3 ปีจนเกือบจะถูกผ่าตัดทำ prefrontal leucotomy โชคดีที่ registrar คนหนึ่งแนะนำให้ลองใช้ยาใหม่ที่ชื่อลิเทียม (lithium) ผลที่ได้รับน่าอัศจรรย์อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ จนออกจากโรงพยาบาลได้ใน 3 เดือนต่อมา
เขาย้ายไปอยู่ประเทศสเปนและยังคงเป็นบรรณาธิการตำราหลายเล่มจนกระทั่งต้นปี ค.ศ. 1961 เกิดอาการลำไส้อุดตันและเสียชีวิตวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1961 จากภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดโดยศพถูกฝังที่สุสานชาวอังกฤษในเมืองมาลากา ประเทศสเปน  เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น Edgar Wallace แห่งวรรณกรรมทางการแพทย์
เพื่อรำลึกถึง Bailey ค.ศ. 1986 ภรรยาของเขาจึงจัดตั้งกองทุน Hamilton Bailey Memorial Trust เพื่อบริจาคตำราให้กับห้องสมุดการแพทย์ในต่างประเทศและมอบทุนให้ศัลยแพทย์ชาวต่างชาติที่สนใจมาศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ

เอกสารอ้างอิง
Hamilton Bailey (1894–1961). Br J Surg 1965; 52: 241–5. 
Marston A. Hamilton Bailey A surgeon’s Life. 1st ed. London: Greenwich Medical Media Ltd.;1999.
Swain V. Hamilton Bailey 1894-1961. Ann R Coll Surg Engl 1986; 68(1):7.


วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MMM(202) Barlow's syndrome

John Brereton Barlow (1924-2008)

เกิดวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1924 ที่ Cape Town ประเทศแอฟริกาใต้
บิดาของเขาคือ Lancelot White Barlow พยาธิแพทย์ชาวแอฟริกาใต้ที่กรุงโจฮันเนสเบิร์กผู้ไปเรียนแพทย์ยังมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และโรงพยาบาล St Bartholomew ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พบรักกับมารดาของเขาชาวอังกฤษชื่อ Madeline Dicks ขณะเรียนแพทย์นั่นเอง
เขาจบจากวิทยาลัย St John ก่อนจะเรียนแพทย์ตามบิดาโดยเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Witwatersrand แต่การเรียนในชั้นปีที่หนึ่งก็ถูกขัดจังหวะเพราะประเทศแอฟริกาใต้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1940 จึงถูกเกณฑ์ไปเข้าร่วมกองทัพ  จนกระทั่งปี ค.ศ. 1946 จึงได้กลับมาเรียนแพทย์ต่อ
ค.ศ. 1949 เขาแต่งงานกับ Shelagh Cox (ทั้งสองมีบุตรชายด้วยกันสองคนคือ Richard John Barlow เป็นตจแพทย์และ Clifford William Barlow เป็นศัลยแพทย์หัวใจ)
เขาจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1951 และเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาล Baragwanath (ปัจจุบันคือโรงพยาบาล Chris Hani Baragwanath) ใน Soweto ทางตอนใต้ของกรุงโจฮันเนสเบิร์ก เขานั่งเรือไปสอบ MRCP ในปี ค.ศ. 1955 จากนั้นได้เป็น medical registrar ที่โรงพยาบาล Hammersmith และโรงเรียนแพทย์ Royal Postgraduate ในกรุงลอนดอนภายใต้แพทย์ชาวอังกฤษ John McMichael (ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir) เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาสนใจด้านหทัยวิทยา
ปลายทศวรรษ 1950 เขากลับไปเป็น medical registrar ที่โรงพยาบาลโจฮันเนสเบิร์ก เป็นแพทย์ที่ปรึกษาในปี ค.ศ. 1960
ค.ศ. 1961 เขาได้รับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยหทัยวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่ง Witwatersrand ด้วยความนับถือต่ออาจารย์ที่ปรึกษาจึงตั้งชื่อห้องปฏิบัติการสวนหัวใจว่า McMichael Cardiac Catheterization Laboratory 
กลุ่มอาการของ mid-systolic click ร่วมกับ systolic murmur มีบรรยายไว้นานแล้วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1800 เดิมเชื่อกันว่าต้นกำเนิดมาจากนอกหัวใจ แต่ Barlow ค้นพบว่าเกิดจากการกระเพื่อม (billowing) ของลิ้นหัวใจ Mitral  ตอนแรกเขาเสนอบทความงานวิจัยไปที่วารสาร Circulation แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์ Bernard A. Tabatznik อดีตเพื่อนร่วมงานของเขาโน้มน้าวให้ส่งบทความฉบับย่อมาที่วารสาร Maryland State Medical Journal (ซึ่งเพื่อนของเขาเป็น sub-editor อยู่) โดยได้รับการตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1963 ต่อมาบทความฉบับสมบูรณ์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Heart Journal ในเดือนตุลาคมปีนั้นเอง
เขาเข้าใจผิดว่าสาเหตุเกิดจาก subvulvular ventricular aneurysm จนกระทั่งได้พบกับแพทย์ชาวอเมริกัน John Michael Criley (เกิด ค.ศ. 1931) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1964 ที่โรงพยาบาลจอนส์ฮอปกินส์ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าเกิดจากการยื่น (prolapse) ของลิ้นหัวใจ Mitral ในขณะหัวใจบีบตัวมากกว่า  Barlow ศึกษาเพิ่มเติมจนพบว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ปัจจุบันโรคนี้รู้จักกันในชื่อ mitral valve prolapse หรือ Barlow’s syndrome
เขาเป็นผู้อำนวยการหน่วยวิจัยหัวใจ-หลอดเลือดในปี ค.ศ. 1970 ซึ่งเป็นแผนกที่พึ่งก่อตั้งใหม่ ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านหทัยวิทยาในปี ค.ศ. 1980 และครองตำแหน่งนี้จนกระทั่งเกษียณในอีก 10 ปีต่อมา
 เขาเสียชีวิตที่กรุงโจฮันเนสเบิร์กเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2008

เอกสารอ้างอิง
                Barlow JP, Pocock WA. The significance of late systolic murmurs and mid-late systolic clicks. Maryland State Med J 1963;12:76-7.
                Barlow JP, Pocock WA, Marchand P, Denny M. The significance of late systolic murmurs. Am Heart J;66:443-52.
Barlow R, Barlow C. John Brereton Barlow. Munk’s Roll. Royal College of Physicians 2009.
Cheng TO. John B. Barlow: Master Clinician and Compleat Cardiologist. Cli Cardiol 2000;23:66-7.