วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555
MMM(190) Perkins seminar room
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555
MMM(189) Haagensen's grave signs
Cushman Davis Haagensen (1900-1990)
เกิดวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1900 ที่เมือง
จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนอร์ทดาโคตาและโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด จากนั้นเป็น intern ที่โรงพยาบาลเมืองบอสตันและเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาล
ตอนจบแพทย์ใหม่ ๆ เขาไปเป็นแพทย์ประจำเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้ได้พบกับ Alice Munro Haagensen (1900-2006) บนเรือขณะเธอเดินทางกลับจากยุโรป เมื่อสิ้นสุดการเดินทางทั้งสองก็แต่งงานกัน มีบุตรสาวด้วยกันสองคนคือ Alice Gerard และ Karen Savage ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่
Haagensen ร่วมกับศัลยแพทย์และพยาธิแพทย์ชาวอเมริกัน Arthur Purdy Stout (1885–1967) ทบทวนผลการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 568 รายที่รักษาแบบ radical mastectomy ที่ศูนย์การแพทย์ Columbia Presbyterian ระหว่างปี ค.ศ. 1915-1935 พบกลุ่มอาการแสดงที่ช่วยประเมินว่ามะเร็งเต้านมนั้นไม่สามารถผ่าตัดได้โดยหากผู้ป่วยมีอาการแสดงดังกล่าวจะมี 5 year cure 0% และเสี่ยง local recurrence 50% กลุ่มอาการแสดงนี้รู้จักกันในชื่อ Haagensen's grave signs ประกอบไปด้วย
1. Skin ulceration
2. Fixation of tumor to the chest wall
3. Axillary nodes > 2.5 cm in diameter
4. Edema of < 1/3rd of the skin of breast
5. Presence of fixed axillary nodes
ซึ่งนำไปสู่การตีพิมพ์ Columbia Clinical Classification System ในปี ค.ศ. 1943 (Haagensen CD, Stout AP: Carcinoma of the breast: Criteria of inoperability. Ann Surg 1943; 118: 859–66.)
ค.ศ. 1948 ศูนย์การแพทย์
ค.ศ. 1956 เขาตีพิมพ์ตำรา “Diseases of the Breast” เป็นครั้งแรกซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย (ต่อมามีการปรับปรุงในปี ค.ศ. 1971 และ 1986)
ค.ศ. 1958 เขาได้รับ honorary degree of Dr. of Science จากมหาวิทยาลัยแห่งนอร์ทดาโคตา
ค.ศ. 1966 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณที่ศูนย์การแพทย์ Columbia Presbyterian
ค.ศ. 1968 เขาได้รับรางวัล Ernst W. Bertner Memorial จากศูนย์มะเร็ง MD
ค.ศ. 1989 เขาก่อตั้ง Haagensen Research Foundation เพื่อศึกษาโรคมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะ (http://haagensenrf.org)
Haagensen เสียชีวิตที่บ้านจากโรคปอดอักเสบเมื่อวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1990 ด้วยวัย 90 ปี
หลังจากสามีตายภรรยาของเขาก็ขายบ้านแล้วไปอาศัยอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของบุตรสาว Alice Gerard เป็นเวลา 12 ปีก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ Nyack Manor ใน Valley Cottage ต่อมาเธอนอนหลับแล้วเสียชีวิตไปเองในเดือนมกราคม ค.ศ. 2006 ด้วยวัย 105 ปี
Arthur Purdy Stout (1885-1967)
เกิดวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1885 ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นบุตรชายคนที่สี่ของ Joseph และ Julia Frances (née Purdy) Stout
หลังจบจากโรงเรียน Pomfret ในปี ค.ศ. 1903 ก็เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเยลและจบ Bachelor of Arts ในปี ค.ศ. 1907 จากนั้นเดินทางไปต่างประเทศหนึ่งปีก่อนจะมาเรียนแพทย์ที่วิทยาลัยแพทย์และศัลยแพทย์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียโดยจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1912
เขาเป็นแพทย์ประจำบ้านด้านศัลยกรรมที่โรงพยาบาลโรสเวลต์ในนครนิวยอร์ก ต่อมาได้รับตำแหน่ง Instructor ด้านศัลยกรรมที่วิทยาลัยแพทย์และศัลยแพทย์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี ค.ศ. 1914
ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเขาเป็นศัลยแพทย์สนามในกองทัพบกสหรัฐฯที่ประเทศฝรั่งเศส หลังสิ้นสุดสงครามก็กลับมาทำงานที่เดิมต่อโดยได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1921 รองศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1928
แม้จะเทรนมาด้านศัลยกรรมแต่เขาก็สนใจด้านพยาธิวิทยาของสิ่งส่งตรวจทางศัลยกรรมด้วยจนได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการของห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยาทางศัลยกรรมของศูนย์การแพทย์
ค.ศ. 1932 เขาตีพิมพ์ตำราเล่มแรกชื่อ Human Cancer ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่เขา
ค.ศ. 1943 เขานำเสนอ Columbia Clinical Classification System ร่วมกับ Haagensen ดังกล่าวไปแล้ว
ค.ศ. 1947 มีการก่อตั้งชมรมพยาธิแพทย์ด้านศัลยกรรมใช้ชื่อว่า Arthur Purdy Stout Club เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา (ปัจจุบันองค์กรนี้ยังอยู่โดยเปลี่ยนชื่อเป็น Arthur Purdy Stout Society of Surgical Pathologists)
ค.ศ. 1947 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านศัลยกรรม นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 1950 ยังได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาอีกด้วย
ค.ศ. 1951 เขาเกษียณจากวิทยาลัยแพทย์และศัลยแพทย์ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (แต่ยังคงทำงานเป็นที่ปรึกษาจนถึงปี ค.ศ. 1954 ในตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านพยาธิวิทยาทางศัลยกรรม) จากนั้นก็ไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการด้านพยาธิวิทยาของโรงพยาบาล Francis Delafield
ค.ศ. 1955 เขาร่วมกับอายุรแพทย์ชาวอเมริกัน Lemuel Whittington Gorham (1885-1968) นำเสนอบทความเกี่ยวกับโรคของกระดูกที่หายากชนิดหนึ่งซึ่งปัจจุบันเรียกว่า Gorham’s disease หรือ Gorham-Stout syndrome (Gorham LW, Stout AP. Massive osteolysis (acute spontaneous absorption of bone, phantom bone, disappearing bone): its relation to hemangiomatosis. J Bone Joint Surg [Am] 1955;37-A:985-1004)
Stout เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งต่อมลูกหมากที่นิวยอร์กเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1967 ด้วยวัย 82 ปี
วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
MMM(188) Swenson procedure
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
MMM(187) Pel-Ebstein fever
Pieter Klaases Pel (1852-1919)
เกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1852 ที่ drachten เทศบาลเมือง Smallingerland ในจังหวัด Friesland ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นบุตรชายของนายแพทย์ Klaas Pieter Pel กับ Wibbina
เดิมทีบรรพบุรุษของเขาเป็นเจ้าของโรงโม่เปลือกแถว ๆ เมือง
เขาเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ Sneek ใน Firesland ก่อนจะไปสมัครเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Leden ในปี ค.ศ. 1869 จนถึงปี ค.ศ. 1873 แล้วไปเป็นผู้ช่วยของ Samuel Siegmund Rosenstein (1832-1906) ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ที่ Leiden ก่อนจะจบแพทย์ด้วยเกียรตินิยมชั้น cum laude ในปี ค.ศ. 1876 ด้วยวิทยานิพนธ์เรื่อง “The Fever Inducing Effect of Digitaline.”
จากนั้นก็ไปศึกษาเพิ่มเติมที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่กรุงเวียนนาเขาได้พบกับ G. H. van der Mey (ศาสตราจารย์ด้านสูตินรีเวชศาสตร์ในเวลาต่อมา) ซึ่งแนะนำให้เขาไปเป็นเป็นแพทย์ประจำบ้านภายใต้ Barend Joseph Stokvis (1834-1902) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1877
ค.ศ. 1878 ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิก (chef de Clinique assistant) ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในกรุงอัมสเตอร์ดัม ต่อมา
ค.ศ. 1880 เป็นรองศาสตราจารย์และเป็นผู้บรรยายเรื่องโรคติดต่อและการวินิจฉัยทางสรีรวิทยา ในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ต่อจาก Stokvis ในปี ค.ศ. 1883
เขาให้ความสำคัญกับการสอนข้างเตียงเห็นได้จากคำกล่าวเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งว่า “Whereas, formerly, the sick patient functioned primarily as an example or illustration of the dominating theoretical education, in the modern world the careful, objective examination of the patient warrants priority attention.”
เมื่อเจอโรคที่หายากเขามักจะสอนนักเรียนว่า “When someone tells me that an animal on four feet is walking around in the yard next door, it could be a small tiger or elephant, but I still would rather think of a cat or a dog.” มีความหมายทำนองเดียวกับคำคมที่ว่า “When you hear hoofbeats behind you, think horses, not zebras. (ถ้าได้ยินเสียงฝีเท้าของสัตว์กีบข้างหลังเรา ให้นึกถึงม้าเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ม้าลาย)" ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดเลยไม่รู้ว่าประโยคไหนเกิดขึ้นก่อนกัน
ค.ศ. 1885 เขาบรรยายลักษณะไข้เรื้อรังในผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ตอนนั้นเรียกกันว่า Pseudo-leukemia) ในวารสารภาษาเยอรมัน Berliner Klinische Wochenschrift ในบทความ “Zur Symptomatologie der sog. Pseudoleukaemie (To symptomatology of the so-called pseudoleukemia)” โดยเป็นผู้ป่วยสองรายที่มีไข้ 12-14 วันสลับกับช่วงที่ไม่มีไข้ 10 วัน ตุลาคมปีนั้นเองเขาก็บรรยายผู้ป่วยรายที่สามในวารสารการแพทย์เนเธอร์แลนด์ Nederlands Tijdschrift voor Geneeskunde สองปีต่อมาสิงหาคม ค.ศ. 1887 อายุรแพทย์ชาวเยอรมัน Wilhelm Ebstein (1836 –1912) ก็บรรยายลักษณะไข้ดังกล่าวในผู้ป่วย 1 รายลงวารสาร Berliner Klinische Wochenschrift บทความชื่อ “Das chronische Rückfallfieber, eine neue Infektionskrankheit (The chronic recurrent fever, a new infection disease)” โดยมีความเห็นต่างจาก Pel ว่าไม่ใช่อาการของ pseudo-leukemia แต่น่าจะเป็นโรคติดเชื้อชนิดใหม่ (ซึ่งผิด) อย่างไรก็ตามอาการแสดงนี้รู้จักกันในชื่อ Pel-Ebstein fever [ก่อนหน้านั้น ค.ศ. 1870 แพทย์ชาวอังกฤษ Charles Murchison (21 พ.ค. 1830 - 23 เม.ย. 1879) ก็เคยรายงานผู้ป่วยไว้ใน Transactions of the pathological society of London vol XXI.page 372 เป็นเด็กหญิงวัย 6 ขวบที่มีต่อมน้ำเหลืองโตและมีไข้สลับกับช่วงไม่มีไข้ บางคนจึงเรียกว่า Murchison-Pel-Ebstein Fever แต่เนื่องจาก Murchison ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องไข้ใน discussion เลย ส่วนใหญ่จึงนิยมเรียกว่า Pel-Ebstein fever มากกว่า]
นอกจากนี้ Pel ยังบรรยายภาวะวิกฤติทางตาในผู้ป่วย tabes dorsalis ที่เรียกว่า Pel’s crisis (ปัจจุบันนิยมเรียกว่า tabetic ocular crisis มากกว่า)
ค.ศ. 1886 เขาได้รับตำแหน่งประธานสมาคมแพทย์แห่งเนเธอร์แลนด์ (Nederlandse Maatschappij ter bevordering van de Geneeskunst)
ค.ศ. 1891 เขาได้รับเชิญให้ไปทำงานที่มหาวิทยาลัย
เขาแต่งงานกับ Marie Salomonson บุตรสาวของครอบครัวพอมีอันจะกินจาก Twente ทางตะวันออกของประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1879 ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 8 คนประกอบด้วย Wibbina (เกิด ค.ศ. 1880), Lodewijk (เกิด ค.ศ. 1882), Elisabeth (เกิด ค.ศ. 1884), Johanna (เกิด ค.ศ. 1889), Francis (เกิด ค.ศ. 1891), Nico (เกิด ค.ศ. 1893),
ค.ศ. 1915 เขาได้รับตำแหน่งประธานสมาคมแพทย์แห่งเนเธอร์แลนด์อีกสมัย
ค.ศ. 1918 เขาเริ่มป่วยเป็นโรคหัวใจ อาการแย่ลงเรื่อย ๆ จนต้องขอเกษียณจากตำแหน่งศาสตราจารย์ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1919 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 เมษายน แต่ก็เสียชีวิตเสียก่อนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นั้นเอง
เอกสารอ้างอิง
วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555
MMM(186) Rotter's nodes
Josef Rotter (1857-1924)
เกิดวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1857 ที่ Glasendorf, German Silesia (ปัจจุบันคือ Szklarnia ประเทศโปแลนด์)
เข้าเรียนที่ Breslau,
หลังเรียนจบก็ไปเป็นผู้ช่วยของศัลยแพทย์ชาวเยอรมัน Hermann Maas (1842-1886) ที่ Wuerzburg จนถึงปี ค.ศ. 1884 จากนั้นก็ไปเป็นผู้ช่วยของศัลยแพทย์ชาวเยอรมัน Ernst von Bergmann (1836-1907) ที่กรุงเบอร์ลินจนกระทั่งปี ค.ศ. 1888
ค.ศ. 1888-1890 เขาเป็นหัวหน้าคลินิกศัลยกรรมเอกชนในเมืองมิวนิกก่อนจะไปรับตำแหน่งหัวหน้าศัลยศาสตร์ของโรงพยาบาล St. Hedwig ในกรุงเบอร์ลิน
ค.ศ. 1896 เขาบรรยายต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ระหว่างกล้ามเนื้อ pectoralis major กับ pectoralis minor (interpectoral lymph nodes) ซึ่งมะเร็งเต้านมมักจะแพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลืองนี้ ต่อมน้ำเหลืองนี้จึงได้รับการตั้งชื่อว่า Rotter’s nodes
Rotter เสียชีวิตที่กรุงเบอร์ลินในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1924
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555
MMM(185) Howship's lacunae
John Howship (1781-1841)
เกิดในปี ค.ศ. 1781 ที่ประเทศอังกฤษ
เขาเป็นผู้ช่วยศัลยแพทย์ที่ St. George’s infirmary กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษและเป็นผู้บรรยายที่โรงเรียนแพทย์ของโรงพยาบาล St George
ค.ศ. 1833 เขาบรรยาย Hunterian Lecture ที่วิทยาลัยศัลยแพทย์
ค.ศ. 1834 เขาย้ายไปรับตำแหน่งผู้ช่วยศัลยแพทย์โรงพยาบาล Charing-Cross โดยถูกหัวหน้าศัลยแพทย์ Thomas Joseph Pettigrew (1791-1865) เรียกสินบนเป็นเงิน 500 ปอนด์เพื่อแลกกับตำแหน่ง ต่อมา ค.ศ. 1836 Pettigrew ถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากความผิดเรื่องรับสินบนทำให้ Howship ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าศัลยแพทย์แทน
เขาค้นพบร่องบนพื้นผิวกระดูกที่ซึ่ง osteoclasts อาศัยอยู่เรียกว่า Howship's lacunae และเป็นเจ้าของ obturator sign ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทชาวเยอรมัน Moritz Heinrich Romberg (1795-1873) จึงมีอีกชื่อว่า Howship-Romberg sign
เขาป่วยด้วยโรคของกระดูก tibia ต่อมาเกิดฝีที่ขาและเลือดออกจนเสียชีวิตในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1841
วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555
MMM(184) Pomeroy technique
Ralph Hayward “Pom” Pomeroy (1867-1925)
เกิดวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1867 ที่นิวยอร์กซิตี้ ประเทศสสหรัฐอเมริกา
เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Wesleyan,
เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล
เขาได้รับเลือกเป็นประธานของสมาคมแพทย์ Kings County ในปี ค.ศ. 1916
นรีแพทย์ชาวอเมริกันผู้นี้คิดค้นเทคนิคการทำหมันหญิงโดยการผูกท่อนำไข่ด้วย catgut เป็นรูปบ่วงแล้วตัดเหนือตำแหน่งที่ผูกแต่ไม่ทันได้นำเสนอก็เสียชีวิตไปก่อนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1925
สี่ปีต่อมา วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1929 ผู้ร่วมงานของเขาคือ Bishop และ Nelms นำเสนอผลของหัตถการนี้ต่อที่ประชุมของสมาคมแพทย์รัฐนิวยอร์กและตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์รัฐนิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 1930 เนื่องจากเป็นหัตถการที่ทำง่ายและมีประสิทธิภาพสูงจึงกลายเป็นเทคนิคการทำหมันหญิงที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นเกียรติแก่ Pomeroy หัตถการนี้จึงมีชื่อว่า Pomeroy technique