วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

MMM(169) Father of modern craniofacial surgery

 
 
 
 
Paul Louis Ernest Tessier (1917-2008)
 
 
เกิดวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1917 ที่ Héric เมืองเล็ก ๆ ใกล้กับ Nantes ใน Loire Valley of Brittany  ประเทศฝรั่งเศส
บิดาของเขาเป็นพ่อค้าไวน์  ตอนนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 บิดาของเขาถูกจับไปเป็นเชลยสงครามและถูกส่งไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์  หลังสงครามจึงกลับมายัง Heric และมาร่วมสร้างบริษัทกับพ่อตาคือ August Clergeau ซึ่งเป็นพ่อค้าไวน์เช่นกัน
เดิม Tessier ใฝ่ฝันจะเป็นวิศวกรในกองทัพเรือแต่เนื่องจากเจ็บป่วยเรื้อรังทำให้ขาดเรียนบ่อย  ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่ดีจึงเปลี่ยนใจจะเป็นพนักงานป่าไม้  แต่ท้ายที่สุดตัดสินใจเข้าเรียนแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์ Nantes ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1936  ระหว่างเรียนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในปี ค.ศ. 1939 และถูกจับเป็นเชลยสงครามที่โรงพยาบาลทหารเยอรมันใกล้ Nantes ในปี ค.ศ. 1940  ต่อมาเขาป่วยหนักใกล้ตายแต่แพทย์วินิจฉัยไม่ได้  มารดาได้รับอนุญาตเข้าเยี่ยมและพา Veran อาจารย์แพทย์ที่สอนวิชาโรคติดเชื้อมาด้วยซึ่งวินิจฉัยโรค typhoid myocarditis ได้ในเวลาเพียง 10 วินาที  เขาจึงรอดชีวิตและได้รับการปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1941   
ช่วง intern ในปี ค.ศ. 1942 ที่ Nantes เขาได้เห็นศัลยแพทย์ทั่วไป Robert Burea ผ่าตัดรักษาโรคปากแหว่งและ Dupuytren’s contracture จึงเริ่มเป็นที่สนใจในศัลยกรรมตกแต่งด้านความผิดปกติของใบหน้า  นอกจากนี้ยังได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Gabriel-Pierre Sourdille (1901-1956) จักษุแพทย์ผู้นำในฝรั่งเศส   
เขาจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1943 จาก Faculté de Médecine de Paris (Paris Faculty of Medicine) และเป็น resident ศัลยกรรมที่ Nantes  เขาติวนักศึกษา 5 คนโดย 4 คนในนั้นสอบได้คะแนน 4 อันดับแรก  เขาเกือบตายอีกครั้งที่ Nantes จากการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศสหรัฐฯ  บ่ายวันนั้นนักศึกษาเชิญเขาไปฉลองบนเรือภัตตาคาร  Tessier จึงแลกเวรกับเพื่อน  ปรากฎว่าห้อง on call ถูกระเบิดทำลายและเพื่อนร่วมงานผู้โชคร้ายเสียชีวิต 
เนื่องจากโรงพยาบาลใน Nantes ถูกทำลายเขาจึงเดินทางไปยังกรุงปารีสเพื่อเทรนด้าน maxillofacial surgery กับ Aubry และ Maurice Virenque (1886-1946) ที่ Hôpital de Puteaux  ก่อนจะไปเทรนต่อกับ Georges Huc (1887-1964) กุมารศัลยแพทย์ที่ Hôpital Saint-Joseph ในปี ค.ศ. 1944
ระหว่างทศวรรษ 1940-1950 เขาใช้เวลาหลายเดือนในแต่ละปีไปพบศัลยแพทย์ตกแต่งชั้นนำทั่วโลกอาทิ Sir Harold Delf Gillies (1882-1960), Sir Archibald McIndoe (1900-1960), Rainsford Mowlem (1902–1986) และ Thomas Pomfret Kilner (1890-1964) ในอังกฤษ Jerome Pierce Webster (1888-1974), James Barrett Brown (1899-1971), Gustave Aufricht (1894-1980), Sterling Bunnell (1882-1957) และ David Ralph Millard, Jr. (1919-2011) ในสหรัฐอเมริกา และอื่น ๆ
ที่ Hôpital Foch มี Maxillofacial Unit 2 ทีมโดยมีหัวหน้าคือ Virenque กับ Gustave Ginestet (1897-1977) ซึ่งทำงานแยกจากกันเลยและเป็นศัตรูกัน  เมื่อ Virenque (หัวหน้าของ Tessier) เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1946 จึงเหลือเพียง Ginestet ครองอำนาจคนเดียว  ค.ศ. 1949 Tessier ได้รับตำแหน่งที่ Hôpital Foch ใน Boulonge โดยทำงานที่ burn unit ซึ่ง burn reconstructions บางอย่างที่เขาทำยังเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน  นอกจากนี้ยังได้รับตำแหน่งหัวหน้าทีม Maxillofacial Unit ด้วย  ซึ่ง Ginestet อาจจะกลัวในความสามารถจึงออกคำสั่งห้ามภาควิชาทันตกรรมช่วยเหลือเขาในการผ่าตัดด้านนี้ 
ค.ศ. 1957 Tessier ได้รับปรึกษาเคส Crouzon syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติของใบหน้าชนิดรุนแรงจน Gillies กล่าวว่าไม่สามารถผ่าตัดได้  เนื่องจากโดนห้ามไม่ให้เข้าห้องกายวิภาคศาสตร์  หลังเลิกงานตอนเย็น Tessier จึงต้องขึ้นรถไฟเดินทางกว่า 250 ไมล์ไปยัง Nantes เพื่อฝึก dissect กับศพกลางดึกและนอนบนรถไฟเที่ยวตีสองครึ่งกลับมาทำงานที่กรุงปารีสเช้าวันรุ่งขึ้น  ทำเช่นนี้จนกระทั่งคิดค้นเทคนิคแยกชิ้นส่วนของกระดูกใบหน้าและจัดเรียงใหม่ได้โดยพื้นที่ว่างก็นำกระดูกของผู้ป่วยมาเติม  เขาไม่สนใจคำสั่งห้ามดังกล่าวและประสบความสำเร็จในการทำ Le Fort III osteotomy เป็นครั้งแรกกับผู้ป่วยชื่อ Maurice Anquetil ในปี ค.ศ. 1958 
ความก้าวหน้าต่อมาคือการคิดค้นเทคนิคการแยกเบ้าตาจากกะโหลกแล้วจัดเรียงลูกตาใหม่โดยไม่กระทบการมองเห็น  ค.ศ. 1964 Tessier ร่วมกับประสาทศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศส Gerard Guiot (1912-1996) ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดแก้ไขเบ้าตาห่างเป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1967 ที่ประชุมนานาชาติในกรุงโรม  เขานำเสนอผลงานการคิดค้นเทคนิคการผ่าตัดรักษาความผิดปกติของกะโหลกและใบหน้าชนิดรุนแรงซึ่งไม่เคยรักษาได้มาก่อนสร้างความตกตะลึงให้กับวงการศัลยกรรมตกแต่งเลยทีเดียว   ภาษิตของเขาคือ  "pourquoi pas?" ในภาษาฝรั่งเศสหรือ “why not?” ในภาษาอังกฤษซึ่งแปลว่า “ทำไมไม่?” ทำให้มุ่งมั่นไม่เพียงแก้ไขความผิดปกติให้ดูดีขึ้นเท่านั้นแต่ทำให้กลับมาเป็นปกติเลยทีเดียวดังปรัชญาของเขาที่ว่า "if it is not normal it is not enough"
ต่อมาเขายังคิดค้นเทคนิคการผ่าตัดรักษา Treacher Collins syndrome และ oro-ocular cleft  ศัลยแพทย์จากทั่วโลกต่างเดินทางมาฝึกกับเขาที่กรุงปารีส  มีผู้ป่วยมารับการรักษามากมายจนเตียงไม่พอทางโรงพยาบาลจึงสั่งยกเลิกการผ่าตัด  เขาจึงลาออกมาอยู่โรงพยาบาลเอกชน Clinic Belvedere ในกรุงปารีสซึ่งเขายังจ่ายค่ารักษาให้กับผู้ป่วยยากจนเองด้วย
ทศวรรษ 1970 เขาไปเป็น visiting professor ที่โรงพยาบาลเด็ก Great Ormond Street ในอังกฤษและผ่าตัดจนถึงกลางทศวรรษ 1970 (แต่ยังคงเป็น visiting professor จนถึงทศวรรษ 1990)
International Society of Craniofacial Surgery ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1983 โดย Tessier ได้รับเชิญเป็นประธานกิตติมศักดิ์  และพยางค์ "Pourquoi pas?" เป็นภาษิตของสมาคม
เขาแต่งงานกับ Mireille ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 3 คนคือ Claude, Laurence และ Jean Paul
เขาเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า superficial musculoaponeurotic system (SMAS)  ผลงานที่สร้างไว้ทำให้ได้รับรางวัลและเกียรติยศมากมายอาทิ Jacobson Innovation Award ของ American College of Surgeons ในปี ค.ศ. 2000, Gillies Lectureship and Gold Medal ของ British Association of Plastic Surgeons และยอมรับ Chevalier de Légion d'honneur ในปี ค.ศ. 2005 (หลังจากปฏิเสธอยู่หลายปี)
เขาเสียชีวิตที่กรุงปารีสในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2008 และได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งศัลยกรรมกะโหลกและใบหน้ายุคใหม่ (Father of modern craniofacial surgery)”
เขาไม่ขอรับตำแหน่งศาสตราจารย์  และตลอดชีวิตมักเปรยเสมอว่า ถ้าหัตถการใด ผ่าไม่ถึง 1,000 เคส จะไม่เขียน รายงานเคสจึงมักเจอ large case series จากเขาเสมอ  ในห้องผ่าตัด Tessier สงบมาก เปิดเพลงคลาสสิกเบา ๆ เวลาทำผ่าตัด resident ห้ามพูดห้ามเล่นในห้องผ่าตัด  แต่ไม่ดุ เป็นครูที่พร้อมจะสอนลูกศิษย์เสมอ  ลูกศิษย์คนสำคัญของเขาคือ McCarthy จากนิวยอร์ก ซึ่งนำสารพัดเทคนิคผ่าตัดของเขาไปเผยแพร่ที่สหรัฐฯ
 
 
เอกสารอ้างอิง
                Britto JA, Jones BM. Dr Paul Tessier: Plastic surgeon who revolutionized the treatment of facial deformity. Orbituary, The Independent 2008.
Wolf SA. Paul Tessier, Creator of a New Surgical Specialty, is Recipient of Jacobson Innovation Award. J Craniofac Surg 2001; 12(1): 98-9.
Wolf SA. Paul L. Tessier, M.D. 1917-2008. Memoirs, American Association of Plastic Surgeons.
 
 

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

MMM(168) radiologic signs of pulmonary embolism

สิ่งแสดงในภาพรังสีทรวงอกของ pulmonary embolism มีหลายอย่างได้แก่

Fleischner sign (enlargement of central pulmonary artery)

Westermark sign (decrease vascularity in the peripheral lung)

Hampton sign (pleura-based area of increase opacity)

Pallas sign (enlargement of right descending pulmonary artery)

Felix George Fleischner (1893-1969)

เกิดวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1893 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

จบแพทย์จากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนาในปี ค.ศ. 1919 หลังปฏิบัติงานกับศาสตราจารย์ Wenckebach และ Elias เพียงหนึ่งปีเขาก็ตัดสินใจที่จะเป็นรังสีแพทย์

เขาเป็นหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาของ Vienna C.S. Child’s Hospital นาน 6 ปี

21 มิถุนายน ค.ศ. 1928 เขาแต่งงานกับ Risa Sporer และมีบุตรสาวด้วยกันสองคนคือ Susanne กับ Elisabeth

ค.ศ. 1930 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา

ฮิตเลอร์เข้ายึดประเทศออสเตรียในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1938 และขับไล่ชาวยิวออกจากมหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา 30 สิงหาคม ค.ศ. 1938 Fleischner จึงตัดสินใจพาครอบครัวเดินทางมานิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรือ SS Ile de France ก่อนจะไปพบเพื่อน Eric Pick ที่บอสตัน

Fleischner ทำงานกับ George W. Holmes รังสีแพทย์ชาวอเมริกันที่ภาควิชารังสีวิทยาของโรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์สองปีและทำเวชปฏิบัติส่วนตัวที่ Greenfield แมสซาชูเซตส์สองปี

กันยายน ค.ศ. 1942 เขาได้ตำแหน่งรังสีแพทย์ประจำที่โรงพยาบาล Beth Israel, โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดและ Tufts เขาเริ่มการเทรนด้านรังสีวิทยาอย่างเป็นทางการแห่งแรกที่ โรงพยาบาล Beth Israel

เขาเป็นผู้บรรยายสิ่งแสดงในภาพรังสีทรวงอกที่เรียกว่า Fleischner line และ Fleischner sign

ค.ศ. 1952 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านรังสีวิทยาที่ฮาร์วาร์ด

ค.ศ. 1960 เขาเกษียณจากโรงพยาบาล Beth Israel แต่ยังคงสอนที่โรงพยาบาล Peter Brent Brigham และโรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยหัวใจวายเฉียบพลันที่บอสตันในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1969

ธันวาคม ค.ศ. 1969 รังสีแพทย์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษนัดประชุมกันอย่างเป็นทางการที่ชิคาโกประกอบด้วย Robert Gordon Fraser (1921-2002) รังสีแพทย์ชาวแคนาดา, Leo George Rigler (1896-1979) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, Benjamin Felson (1913-1988) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, George Simon (1902-1977) รังสีแพทย์ชาวอังกฤษ, Norman Blank (1925-1998) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, Richard H. Greenspan (1925-2004) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, Eric Milne รังสีแพทย์ชาวแคนาดา และ Morris Simon (1926-2005) รังสีแพทย์ชาวแอฟริกาใต้ โดย Fleischner ได้รับเชิญเข้าประชุมด้วยแต่เสียชีวิตไปก่อน การประชุมนำไปสู่การก่อตั้งสมาคมรังสีวิทยาทรวงอกนานาชาติและใช้ชื่อว่า The Fleischner Society เพื่อเป็นเกียรติแก่ Fleischner

Fleischner ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้อาวุโสแห่งการวินิจฉัยทางรังสี (Doyen of radiodiagnosis)


Aubrey Otis “Hamp” Hampton (1900-1955)

เกิดในปี ค.ศ. 1900 ที่ Copeville เท็กซัส

ค.ศ. 1925 จบแพทย์จากวิทยาลัยแพทย์ Baylor และทำ internship ที่ดัลลัส

ค.ศ. 1926 เริ่มทำงานที่โรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์โดยเทรนด้านรังสีวิทยากับ George W. Holmes

ค.ศ. 1940 เขาบรรยายสิ่งแสดงในภาพรังสีทรวงอกที่เรียกว่า Hampton hump นอกจากนี้เขายังเป็นเจ้าของ Hampton line อีกด้วย

เมื่อ Holmes เกษียณ ค.ศ. 1941 Hampton ก็รับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาของโรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์ต่อ

ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ค.ศ. 1942-1945 เขาไปเป็นหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาของโรงพยาบาลทหาร Walter Reed ในชิคาโก หลังสิ้นสุดสงครามเขามารับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาที่โรงพยาบาล Garfield ในวอชิงตัน แต่ยังคงมีสายสัมพันธ์กับทางทหารโดยเป็นที่ปรึกษาด้านรังสีวิทยาของโรงพยาบาล Walter Reed และเมื่อมีการปรับปรุงด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกเขาก็ได้เป็นหัวหน้าที่ปรึกษาด้านรังสีวิทยา

เขาเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองที่ฟาร์มของเขาใน Weare นิวแฮมเชียร์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1955


สำหรับ
Westermark sign นั้นเป็นของ Neil Westermark (1904-?) รังสีแพทย์ชาวเยอรมัน


เอกสารอ้างอิง

http://fleischnersociety.org/chest/Fleischner_Memorial.html

http://radiology.rsna.org/content/65/6/940.2.full.pdf

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

MMM(167) Coons fluorescent antibody method

Albert Hewett Coons (1912-1978)

เกิดวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1912 ที่ Gloversville นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นบุตรชายของ Albert S. Coons กับ Marion (nee Hewett) Coons

จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัย Williams ที่ Williamstown ในปี ค.ศ. 1933 และจบแพทย์จากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดที่บอสตันในปี ค.ศ. 1937

ค.ศ. 1937-1939 เทรนด้านอายุรศาสตร์ที่โรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์ หลังจบ internship เขามีเวลาว่างหกเดือนก่อนจะไปเป็น assistant resident ที่ห้องปฏิบัติการ Thorndike ของโรงพยาบาลเมืองบอสตัน เขาจึงเดินทางไปท่องเที่ยวที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี บ่ายวันหนึ่งขณะอยู่ในห้องพักโรงแรมขนาดเล็กที่กรุงเบอร์ลินเขานึกถึง Aschoff body ในผู้ป่วยไข้รูห์มาติกและเกิดความคิดว่ามันน่าจะเป็นปฏิกิริยาระหว่างแอนติเจนคือเชื้อแบคทีเรีย group A beta hemolytic streptococcus กับแอนติบอดีที่จำเพาะต่อมัน หากติดฉลากที่สามารถมองเห็นได้ให้กับแอนติบอดีถ้ามันไปจับกับแอนติเจนจริงจะสามารถพิสูจน์สมมติฐานนี้

เมื่อกลับไปยังสหรัฐอเมริกาก็ปรึกษาแนวคิดนี้กับ George Minot ผู้อำนวยการของห้องปฏิบัติการ Thorndike และ John Enders ที่ภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด ทั้งสองสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวเพราะถ้าทำได้จริงจะเป็นประโยชน์มาก ค.ศ. 1940-1942 เขาได้เป็น research fellowship ที่ภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และทำวิจัยในเรื่องนี้ เนื่องจากเนื้อเยื่อส่วนใหญ่จะเรืองแสงเห็นเป็นสีแดงหรือน้ำเงินเมื่อมองด้วยกล้องจุลทรรศน์เรืองแสง เขาจึงเลือกสาร fluorescein isocyanate ซึ่งเรืองแสงสีเขียวมาติดฉลากแอนติบอดี เทคนิค immunofluorescent นี้ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1941 เรียกว่า Coons fluorescent antibody method

งานวิจัยต้องหยุดชะงักเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเขาจึงไปเข้าร่วมกองแพทย์ทหารบกโดยเป็นพยาธิแพทย์และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลทั่วไปที่ 105 ในแปซิฟิคตะวันตกเฉียงใต้ หลังสิ้นสุดสงคราม ค.ศ. 1946 ก็กลับมาเป็น research fellowship ต่อที่ภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด

ค.ศ. 1959 ได้รับรางวัลลาสเกอร์สาขาวิจัยพื้นฐานจากผลงานการคิดค้นเทคนิค immunofluorescent

ค.ศ. 1970 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และเป็นหัวหน้าภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน

ค.ศ. 1971 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ในภาควิชาพยาธิวิทยาด้วย

เขาแต่งงานกับ Phyllis Watts ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 5 คนเป็นบุตรชาย 1 คนชื่อ Albert H. Coons, Jr. และบุตรสาว 4 คนคือ Elizabeth, Susan, Hilary และ Wendy

เขาเสียชีวิตในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1978 ด้วยวัย 66 ปีที่บรุกลิน แมสซาชูเซตส์

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

MMM(166) Glenn's Urologic Surgery

James "Jim" Francis Glenn (1928-2009)


เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1928 ที่เล็กซิงตัน เคนทักกี ประเทศสหรัฐอเมริกา

จบ Bachelor of Arts ที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ในเวลา 3 ปีเมื่อปี ค.ศ. 1949 จบแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Duke ในเวลา 3 ปีเมื่อปี ค.ศ. 1952

เรียนด้านศัลยศาสตร์ทั่วไปที่โรงพยาบาล Peter Brent Brigham อยู่ 2 ปีก่อนจะเรียนต่อด้านศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะที่มหาวิทยาลัย Duke ระหว่างปี ค.ศ. 1956 - 1959

หลังจบก็ไปเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล 2 ปี และเป็นรองศาสตราจารย์ที่โรงเรียนแพทย์ Bowman Gray มหาวิทยาลัย Wake Forest 2 ปี ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งศาสตราจารย์และเป็นหัวหน้าศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะที่มหาวิทยาลัย Duke ในปี ค.ศ. 1963 (นั่นคือได้เป็นศาสตราจารย์ภายในเวลาเพียง 4 ปี ว้าว!)

ค.ศ. 1967 เขากับเพื่อนร่วมงานคือ Edward Everett Anderson เสนอเทคนิคการผ่าตัดรักษา vesico-ureteral reflux (VUR) ที่เรียกว่า Glenn-Anderson procedure สองปีต่อมา ค.ศ. 1969 Glenn ตีพิมพ์ตำรา “Urologic Surgery” เป็นครั้งแรกและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

เขาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Duke นาน 17 ปี ก่อนจะไปรับตำแหน่งคณบดีโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัย Emory ระหว่างปี ค.ศ. 1980 – 1983 และไปรับตำแหน่งประธานโรงเรียนแพทย์ Mount Sinai ระหว่างปี ค.ศ. 1983 – 1987 จากนั้นก็กลับมายังเล็กซิงตันโดยรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคนทักกี (ต่อมาเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ)

หลังฉลองวันเกิดครบรอบ 81 ปีเพียง 1 เดือน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2009 Glenn ก็เสียชีวิตที่เล็กซิงตัน เคนทักกี ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะกำลังดำเนินการตีพิมพ์ตำรา “Glenn’s Urologic Surgery” ฉบับล่าสุดซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2010

หมายเหตุ Glenn shunt เป็นของอีกคนนะครับ


วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

MMM(165) Crooke's cells

Arthur Carleton Crooke (1905-1990)

เกิดวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1905 Frodingham, Scunthorpe, Lincolnshire ประเทศอังกฤษ

เข้าเรียนที่ Uppingham and Queens’ college มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และโรงพยาบาลลอนดอน โดยจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1931

เขาสนใจ histology ของต่อมใต้สมองเพราะได้รับแรงบันดาลใจจาก Dorothy Stuart Russell (1895-1983) พยาธิแพทย์ชาวออสเตรเลียที่โรงพยาบาลลอนดอนผู้จัดระบบจำแนกเนื้องอกของระบบประสาทส่วนกลาง และที่สหรัฐอเมริกาโดย Harvey Williams Cushing (1869-1939) ศัลยแพทย์ระบบประสาทชาวอเมริกันผู้ค้นพบเนื้องอกของต่อมใต้สมองกับ Herbert McLean Evans (1882-1971) แพทย์ชาวอเมริกันผู้แยก Growth Hormone ของมนุษย์ได้จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

ค.ศ. 1935 Crooke ค้นพบ Hyalinated basophilic cells ในต่อมใต้สมองของผู้ป่วย Cushing’s syndrome ที่กำลังจะตาย เซลล์นี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Crooke's cells

ค.ศ. 1936 เขาแต่งงานกับ Nancy ทั้งสองมีบุตรชาย (Christopher Crooke) และบุตรสาวด้วยกัน

เขาก่อตั้งหน่วยโรคต่อมไร้ท่อในสหราชอาณาจักรเป็นคนแรกที่โรงพยาบาลลอนดอนและมีชื่อเสียงจากงานวิจัยการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วย gonadotrophins

ค.ศ. 1948 เขาย้ายไปเป็นแพทย์ที่ปรึกษาด้านโรคต่อมไร้ท่อที่ Women's Hospital ในเบอร์มิงแฮม

ค.ศ. 1955-1956 ดำรงตำแหน่งประธานหน่วยต่อมไร้ท่อของราชสมาคมแห่งแพทยศาสตร์ (Royal Society of Medicine)

เขาเกษียณในปี ค.ศ. 1970 จากนั้นก็ไปเป็นที่ปรึกษาขององค์การอนามัยดูแลโครงการวางแผนครอบครัวในตะวันออกกลาง

Crooke เสียชีวิตในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1990

เอกสารอ้างอิง

http://www.bmj.com/content/301/6745/234.extract

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

MMM(164) Epstein-Barr virus

Sir Michael Anthony “Tony” Epstein (born 1921)

เกิดวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1921 ที่ Willesden กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
จบการศึกษาจาก St.Paul School ในกรุงลอนดอน จากนั้นก็เข้าเรียนที่วิทยาลัย Trinity มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และโรงเรียนแพทย์โรงพยาบาล Middlesex หลังเรียนจบก็เป็นผู้ช่วยพยาธิแพทย์ที่โรงพยาบาล Middlesex
ค.ศ. 1957 Denis Parsons Burkitt (1911–1993) ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษทำงานที่โรงพยาบาล Mulago ในเมือง Kampala สาธารณรัฐยูกันดาในแอฟริกาตะวันออกพบว่ามีมะเร็งชนิดหนึ่งที่กรามในเด็กที่นั่นพบบ่อยมาก หนึ่งปีต่อมาเขารายงานเรื่องนี้เป็นบทความชื่อ “A Sarcoma Involving the Jaws in African Children” ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Surgery (ปัจจุบันมะเร็งนี้มีชื่อว่า Burkitt's lymphoma)
ค.ศ. 1961 Epstein ได้เข้าฟังการบรรยายของ Burkitt ในหัวข้อ "The Commonest Children's Cancer in Tropical Africa — A Hitherto Unrecognised Syndrome." และเกิดความสนใจจึงขอตัวอย่างชิ้นเนื้อจาก Burkitt เพื่อนำมาศึกษา
ค.ศ. 1963 Burkitt ส่งตัวอย่างชิ้นเนื้อมะเร็งนี้มายังสถาบัน Bland Sutton โรงพยาบาล Middlesex ซึ่ง Epstein ร่วมกับนักไวรัสวิทยาชาวอังกฤษ Yvonne M. Barr (เกิด ค.ศ. 1932) และพยาธิแพทย์ชาวทรินิแดด Bertrand Geoffrey Achong (1928-1996) เพาะได้เชื้อไวรัส Human herpesvirus 4 (HHV-4) ทั้งสามตีพิมพ์บทความชื่อ “Virus particles in cultured lymphoblasts from Burkitt's lymphoma.” ในวารสาร Lancet ปี ค.ศ. 1964 เชื้อไวรัสนี้รู้จักกันในอีกชื่อว่า Epstein-Barr Virus (EBV) นับเป็นเชื้อไวรัสชนิดแรกที่พบว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งในมนุษย์
ค.ศ. 1968-1982 Epstein ไปรับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาที่มหาวิทยาลัยแห่งบริสตอลและดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาระหว่างปี ค.ศ. 1968-1985
ค.ศ. 1985 เขาย้ายไปรับตำแหน่งที่วิทยาลัย Wolfson มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
ค.ศ. 1986 เขาประพันธ์ตำราชื่อ “The Epstein-Barr virus” ร่วมกับ Achong
เขาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir ในปี ค.ศ. 1991 และปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านพยาธิวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งบริสตอล
Yvonne M. Barr (born 1932)

เกิดในปี ค.ศ. 1932 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เธอเป็นนักไวรัสวิทยาชาวอังกฤษผู้ช่วยของ Epstein ที่โรงพยาบาล Middlesex ตอนค้นพบ Epstein-Barr virus
จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยลอนดอนในปี ค.ศ. 1966 ต่อมาแต่งงานกับคนออสเตรเลียและไปตั้งรกรากที่ประเทศออสเตรเลีย
Bertrand “Bert” Geoffrey Achong (1928-1996)

เกิดวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1928 ที่ประเทศทรินิแดด
ผลการเรียนที่ทรินิแดดดีมากจนได้เข้าเรียนแพทย์ที่ University College Dublin (UCD) ประเทศไอร์แลนด์ หลังจบแพทย์ที่ไอร์แลนด์ก็ไปเรียนต่อด้านพยาธิวิทยาคลินิกที่มหาวิทยาลัยแห่งบริสตอล ประเทศอังกฤษและทำงานที่โรงพยาบาล Lambeth เขาเป็นผู้บรรยายด้านพยาธิวิทยาที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแห่งบริสตอล
ค.ศ. 1964 เขาค้นพบเชื้อ Epstein-Barr virus ร่วมกับ Epstein และ Barr (แต่ไม่มีชื่อเขาในชื่อไวรัส) นอกจากนี้เขายังค้นพบเชื้อ Human foamy virus (HFV) ในปี ค.ศ. 1971 อีกด้วย
ค.ศ. 1986 เขาประพันธ์ตำราชื่อ “The Epstein-Barr virus” ร่วมกับ Epstein
Achong เสียชีวิตในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

MMM(163) Discoverer of phagocytosis

Ilya Ilyich Mechnikov (ต่อมาใช้ชื่อว่า Elie Metchnikoff) (1845-1916)


เกิดวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1845 ที่หมู่บ้านใกล้ Kharkov อาณาจักรรัสเซีย

เป็นบุตรชายคนเล็กสุดของ Ilya Mechnikov เจ้าหน้าที่องครักษ์ผู้เป็นเจ้าของที่ในที่ราบกว้างใหญ่ของยูเครน ส่วนมารดา Emilia เป็นชาวยิวมาจากตระกูล Nevakhowitch

เขาเรียนที่ Kharkov และสนใจในประวัติศาสตร์ธรรมชาติมาตั้งแต่ยังเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยา

เขาเข้าเรียนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่มหาวิทยาลัยแห่ง Kharkov โดยขยันมากจนเรียนจบภายใน 2 ปีจากหลักสูตรจริง ๆ 4 ปี หลังจบก็ไปศึกษาสัตว์ทะเลที่เกาะแห่ง Heligoland ประเทศเยอรมนี จากนั้นก็ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่ง Giessen ภายใต้ Leuckart ต่อมาไปที่มหาวิทยาลัยแห่ง Göttingen และทำงานที่ห้องปฏิบัติการของ von Siebold ใน Munich Academy ที่ Giessen ค.ศ. 1865 เขาสังเกตเห็นกระบวนการย่อยภายในเซลล์ของหนอนพยาธิตัวแบนซึ่งนำมาสู่การค้นพบสำคัญในเวลาต่อมา

ค.ศ. 1867 เขากลับมายังรัสเซียโดยรับตำแหน่ง docent ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Odessa (ปัจจุบันอยู่ในยูเครน) จากนั้นก็ไปรับตำแหน่งเดียวกันที่มหาวิทยาลัยแห่ง St. Petersburg ก่อนจะกลับมารับตำแหน่ง Titular Professor ด้านสัตววิทยาและกายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยแห่ง Odessa ในปี ค.ศ. 1870

ที่ St. Petersburg เขาได้พบกับภรรยาคนแรกคือ Ludmilla Feodorovitch เธอป่วยหนักจากวัณโรคจนต้องนั่งรถเข็นมาทำพิธีแต่งงานที่โบสถ์ เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้แต่ในที่สุดเธอก็เสียชีวิตในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1873 การเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายประกอบกับมีปัญหาในการทำงานจึงพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินฝิ่นปริมาณมาก โชคดีที่ไม่เสียชีวิตและที่ Odessa นั้นเองเขาได้พบกับภรรยาคนที่สองคือ Olga Belokopytova ทั้งสองแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1875

ค.ศ. 1880 Olga ป่วยหนักจากไข้ไทฟอยด์ Mechnikov คิดจะฆ่าตัวตายอีกครั้งแต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นจึงใช้วิธีเอาตัวเองเป็นหนูทดลองเพื่อพิสูจน์ว่า relapsing fever ติดต่อทางเลือดหรือไม่ เขาป่วยหนักจาก relapsing fever แต่ก็ไม่ตายอยู่ดี หลังจากฟื้นตัวในปี ค.ศ. 1882 ก็ขอลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากสร้างความลำบากให้กับมหาวิทยาลัย

เขาไปตั้งห้องปฏิบัติการส่วนตัวที่ Messina ศึกษาด้านคัพภวิทยาเปรียบเทียบ วันหนึ่งขณะคนอื่นในครอบครัวออกไปดูละครสัตว์กันเหลือเขาอยู่ที่ห้องปฏิบัติการคนเดียว จากการศึกษาตัวอ่อนของปลาดาวเขาเห็นเซลล์ที่เคลื่อนไหวได้จึงสงสัยว่ามันทำหน้าที่ป้องกันตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมหรือเปล่า เพื่อทดสอบสมมติฐานเขานำหนามต้นส้มเขียวหวานที่เตรียมไว้ทำต้นคริสมาสต์ให้แก่ลูก ๆ ใส่เข้าไป เช้าวันรุ่งขึ้นปรากฎว่าเซลล์ที่เคลื่อนไหวได้นั้นไปอยู่ล้อมรอบหนามดังกล่าว เขารู้ทันทีว่าสัตว์ที่มีระบบไหลเวียนเลือดเมื่อรับเชื้อโรคเข้าไปเม็ดเลือดขาวจะออกมาจากหลอดเลือดและเข้าไปกินเชื้อโรคดังกล่าวซึ่งทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ

ระหว่างเดินทางกลับ Odessa เขาแวะที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียและอธิบายแนวคิดนี้แก่ Carl Friedrich Claus (1835–1899) ศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยาและกายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบที่กรุงเวียนนา Claus เป็นคนเสนอให้ตั้งชื่อเซลล์นี้ว่า phagocyte มาจากภาษากรีก “phago” ที่แปลว่า “กิน” กับ “kytos” ที่แปลว่า “เซลล์”

ค.ศ. 1883 Mechnikov เสนอบทความแรกเกี่ยวกับกระบวนการ phagocytosis ที่ Odessa ความสำคัญของการค้นพบนี้ทำให้เขาเลิกมองโลกในแง่ร้ายและหันมามุ่งมั่นพิสูจน์แนวคิดของเขา

ค.ศ. 1886 เขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันใหม่ที่ Odessa เพื่อดำเนินการเรื่องวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของปาสเตอร์ แต่ท้องถิ่นนั้นไม่ค่อยยอมรับการใช้วัคซีนนี้ประกอบกับเขาไม่ได้จบทางการแพทย์ด้วยการทำงานจึงยิ่งยากลำบาก ค.ศ. 1888 เขาจึงย้ายไปยังกรุงปารีสเพื่อขอคำแนะนำจากปาสเตอร์ สถาบันปาสเตอร์มอบตำแหน่งพร้อมกับห้องปฏิบัติการให้ เขาจึงอยู่ที่นั่นจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

นอกจากงานด้านภูมิคุ้มกันวิทยาแล้ว Mechnikov ยังศึกษาเรื่องสาเหตุของความชราอีกด้วย จากการที่ชาวบัลกาเรียมีอายุยืนเขาจึงเสนอสมมติฐานว่าความชราเกิดจากแบคทีเรียที่สร้างสารพิษในลำไส้ การหยุดยั้งแบคทีเรียเหล่านี้ทำได้โดยการกินโยเกิร์ตซึ่งผ่านการหมักของแบคทีเรียที่สร้างกรดแลคติกนั่นเอง ค.ศ. 1905 Stamen Grigorov (1878-1945) แพทย์ชาวบัลกาเรียค้นพบว่าโยเกิร์ตเกิดจากการหมักของแบคทีเรียรูปแท่งที่ชื่อ Lactobacillus delbrueckii subsp. Bulgaricus (delbrucekii ตั้งตามชื่อ M. Delbrueck นักแบคทีเรียวิทยาชาวเยอรมัน)

Mechnikov ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี ค.ศ. 1908 จากการค้นพบกระบวนการ phagocytosis และต่อมาเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1916

แนวคิดเรื่องสาเหตุความชราของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้แพทย์ชาวญี่ปุ่น Minoru Shirota (1899-1982) เพาะเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่สร้างกรดแลคติกอย่างแรงชื่อ Lactobacillus casei strain shirota ในปี ค.ศ. 1930 และใช้ผลิตนมเปรี้ยวออกสู่ตลาดเมื่อปี ค.ศ. 1935 ในชื่อการค้าที่เรารู้จักกันดีคือ “ยาคูลท์ (Yakult)” นั่นเอง

เอกสารอ้างอิง

http://nobelprize.org/nobel_prizes/medicine/laureates/1908/mechnikov-bio.html