วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
MMM(169) Father of modern craniofacial surgery
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
MMM(168) radiologic signs of pulmonary embolism
สิ่งแสดงในภาพรังสีทรวงอกของ pulmonary embolism มีหลายอย่างได้แก่
Fleischner sign (enlargement of central pulmonary artery)
Westermark sign (decrease vascularity in the peripheral lung)
Pallas sign (enlargement of right descending pulmonary artery)
Felix George Fleischner (1893-1969)
เกิดวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1893 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
จบแพทย์จากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนาในปี ค.ศ. 1919 หลังปฏิบัติงานกับศาสตราจารย์ Wenckebach และ Elias เพียงหนึ่งปีเขาก็ตัดสินใจที่จะเป็นรังสีแพทย์
เขาเป็นหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาของ Vienna C.S. Child’s Hospital นาน 6 ปี
21 มิถุนายน ค.ศ. 1928 เขาแต่งงานกับ Risa Sporer และมีบุตรสาวด้วยกันสองคนคือ Susanne กับ Elisabeth
ค.ศ. 1930 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา
ฮิตเลอร์เข้ายึดประเทศออสเตรียในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1938 และขับไล่ชาวยิวออกจากมหาวิทยาลัยแห่งเวียนนา 30 สิงหาคม ค.ศ. 1938 Fleischner จึงตัดสินใจพาครอบครัวเดินทางมานิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรือ SS Ile de France ก่อนจะไปพบเพื่อน Eric Pick ที่บอสตัน
Fleischner ทำงานกับ George W. Holmes รังสีแพทย์ชาวอเมริกันที่ภาควิชารังสีวิทยาของโรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์สองปีและทำเวชปฏิบัติส่วนตัวที่
กันยายน ค.ศ. 1942 เขาได้ตำแหน่งรังสีแพทย์ประจำที่โรงพยาบาล Beth Israel, โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดและ Tufts เขาเริ่มการเทรนด้านรังสีวิทยาอย่างเป็นทางการแห่งแรกที่ โรงพยาบาล Beth Israel
เขาเป็นผู้บรรยายสิ่งแสดงในภาพรังสีทรวงอกที่เรียกว่า Fleischner line และ Fleischner sign
ค.ศ. 1952 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านรังสีวิทยาที่ฮาร์วาร์ด
ค.ศ. 1960 เขาเกษียณจากโรงพยาบาล Beth Israel แต่ยังคงสอนที่โรงพยาบาล Peter Brent Brigham และโรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยหัวใจวายเฉียบพลันที่บอสตันในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 1969
ธันวาคม ค.ศ. 1969 รังสีแพทย์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษนัดประชุมกันอย่างเป็นทางการที่ชิคาโกประกอบด้วย Robert Gordon Fraser (1921-2002) รังสีแพทย์ชาวแคนาดา, Leo George Rigler (1896-1979) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, Benjamin Felson (1913-1988) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, George Simon (1902-1977) รังสีแพทย์ชาวอังกฤษ, Norman Blank (1925-1998) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, Richard H. Greenspan (1925-2004) รังสีแพทย์ชาวอเมริกัน, Eric Milne รังสีแพทย์ชาวแคนาดา และ Morris Simon (1926-2005) รังสีแพทย์ชาวแอฟริกาใต้ โดย Fleischner ได้รับเชิญเข้าประชุมด้วยแต่เสียชีวิตไปก่อน การประชุมนำไปสู่การก่อตั้งสมาคมรังสีวิทยาทรวงอกนานาชาติและใช้ชื่อว่า The Fleischner Society เพื่อเป็นเกียรติแก่ Fleischner
Fleischner ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้อาวุโสแห่งการวินิจฉัยทางรังสี (Doyen of radiodiagnosis)
Aubrey Otis “Hamp”
เกิดในปี ค.ศ. 1900 ที่ Copeville เท็กซัส
ค.ศ. 1925 จบแพทย์จากวิทยาลัยแพทย์ Baylor และทำ internship ที่ดัลลัส
ค.ศ. 1926 เริ่มทำงานที่โรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์โดยเทรนด้านรังสีวิทยากับ George W. Holmes
ค.ศ. 1940 เขาบรรยายสิ่งแสดงในภาพรังสีทรวงอกที่เรียกว่า
เมื่อ Holmes เกษียณ ค.ศ. 1941
ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ค.ศ. 1942-1945 เขาไปเป็นหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาของโรงพยาบาลทหาร Walter Reed ในชิคาโก หลังสิ้นสุดสงครามเขามารับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชารังสีวิทยาที่โรงพยาบาล
เขาเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองที่ฟาร์มของเขาใน Weare นิวแฮมเชียร์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1955
เอกสารอ้างอิง
http://fleischnersociety.org/chest/Fleischner_Memorial.html
http://radiology.rsna.org/content/65/6/940.2.full.pdf
วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554
MMM(167) Coons fluorescent antibody method
Albert Hewett Coons (1912-1978)
เกิดวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1912 ที่ Gloversville นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นบุตรชายของ Albert S. Coons กับ Marion (nee Hewett) Coons
จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์จากวิทยาลัย Williams ที่ Williamstown ในปี ค.ศ. 1933 และจบแพทย์จากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดที่บอสตันในปี ค.ศ. 1937
ค.ศ. 1937-1939 เทรนด้านอายุรศาสตร์ที่โรงพยาบาลทั่วไปแมสซาชูเซตส์ หลังจบ internship เขามีเวลาว่างหกเดือนก่อนจะไปเป็น assistant resident ที่ห้องปฏิบัติการ Thorndike ของโรงพยาบาลเมืองบอสตัน เขาจึงเดินทางไปท่องเที่ยวที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี บ่ายวันหนึ่งขณะอยู่ในห้องพักโรงแรมขนาดเล็กที่กรุงเบอร์ลินเขานึกถึง Aschoff body ในผู้ป่วยไข้รูห์มาติกและเกิดความคิดว่ามันน่าจะเป็นปฏิกิริยาระหว่างแอนติเจนคือเชื้อแบคทีเรีย group A beta hemolytic streptococcus กับแอนติบอดีที่จำเพาะต่อมัน หากติดฉลากที่สามารถมองเห็นได้ให้กับแอนติบอดีถ้ามันไปจับกับแอนติเจนจริงจะสามารถพิสูจน์สมมติฐานนี้
เมื่อกลับไปยังสหรัฐอเมริกาก็ปรึกษาแนวคิดนี้กับ George Minot ผู้อำนวยการของห้องปฏิบัติการ Thorndike และ John Enders ที่ภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด ทั้งสองสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวเพราะถ้าทำได้จริงจะเป็นประโยชน์มาก ค.ศ. 1940-1942 เขาได้เป็น research fellowship ที่ภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และทำวิจัยในเรื่องนี้ เนื่องจากเนื้อเยื่อส่วนใหญ่จะเรืองแสงเห็นเป็นสีแดงหรือน้ำเงินเมื่อมองด้วยกล้องจุลทรรศน์เรืองแสง เขาจึงเลือกสาร fluorescein isocyanate ซึ่งเรืองแสงสีเขียวมาติดฉลากแอนติบอดี เทคนิค immunofluorescent นี้ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1941 เรียกว่า Coons fluorescent antibody method
งานวิจัยต้องหยุดชะงักเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเขาจึงไปเข้าร่วมกองแพทย์ทหารบกโดยเป็นพยาธิแพทย์และผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลทั่วไปที่ 105 ในแปซิฟิคตะวันตกเฉียงใต้ หลังสิ้นสุดสงคราม ค.ศ. 1946 ก็กลับมาเป็น research fellowship ต่อที่ภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด
ค.ศ. 1959 ได้รับรางวัลลาสเกอร์สาขาวิจัยพื้นฐานจากผลงานการคิดค้นเทคนิค immunofluorescent
ค.ศ. 1970 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และเป็นหัวหน้าภาควิชาแบคทีเรียวิทยาและวิทยาภูมิคุ้มกัน
ค.ศ. 1971 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ในภาควิชาพยาธิวิทยาด้วย
เขาแต่งงานกับ Phyllis Watts ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 5 คนเป็นบุตรชาย 1 คนชื่อ Albert H. Coons, Jr. และบุตรสาว 4 คนคือ Elizabeth, Susan, Hilary และ Wendy
เขาเสียชีวิตในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1978 ด้วยวัย 66 ปีที่บรุกลิน แมสซาชูเซตส์
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
MMM(166) Glenn's Urologic Surgery
James "Jim" Francis Glenn (1928-2009)
เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1928 ที่เล็กซิงตัน เคนทักกี ประเทศสหรัฐอเมริกา
จบ Bachelor of Arts ที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ในเวลา 3 ปีเมื่อปี ค.ศ. 1949 จบแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Duke ในเวลา 3 ปีเมื่อปี ค.ศ. 1952
เรียนด้านศัลยศาสตร์ทั่วไปที่โรงพยาบาล Peter Brent Brigham อยู่ 2 ปีก่อนจะเรียนต่อด้านศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะที่มหาวิทยาลัย Duke ระหว่างปี ค.ศ. 1956 - 1959
หลังจบก็ไปเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล 2 ปี และเป็นรองศาสตราจารย์ที่โรงเรียนแพทย์ Bowman Gray มหาวิทยาลัย Wake Forest 2 ปี ก่อนจะกลับมารับตำแหน่งศาสตราจารย์และเป็นหัวหน้าศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะที่มหาวิทยาลัย Duke ในปี ค.ศ. 1963 (นั่นคือได้เป็นศาสตราจารย์ภายในเวลาเพียง 4 ปี ว้าว!)
ค.ศ. 1967 เขากับเพื่อนร่วมงานคือ Edward Everett Anderson เสนอเทคนิคการผ่าตัดรักษา vesico-ureteral reflux (VUR) ที่เรียกว่า Glenn-Anderson procedure สองปีต่อมา ค.ศ. 1969 Glenn ตีพิมพ์ตำรา “Urologic Surgery” เป็นครั้งแรกและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
เขาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Duke นาน 17 ปี ก่อนจะไปรับตำแหน่งคณบดีโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัย Emory ระหว่างปี ค.ศ. 1980 – 1983 และไปรับตำแหน่งประธานโรงเรียนแพทย์ Mount Sinai ระหว่างปี ค.ศ. 1983 – 1987 จากนั้นก็กลับมายังเล็กซิงตันโดยรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคนทักกี (ต่อมาเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ)
หลังฉลองวันเกิดครบรอบ 81 ปีเพียง 1 เดือน วันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2009 Glenn ก็เสียชีวิตที่เล็กซิงตัน เคนทักกี ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะกำลังดำเนินการตีพิมพ์ตำรา “Glenn’s Urologic Surgery” ฉบับล่าสุดซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2010
วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
MMM(165) Crooke's cells
Arthur Carleton Crooke (1905-1990)
เกิดวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 1905 Frodingham, Scunthorpe, Lincolnshire ประเทศอังกฤษ
เข้าเรียนที่ Uppingham and Queens’ college มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และโรงพยาบาลลอนดอน โดยจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1931
เขาสนใจ histology ของต่อมใต้สมองเพราะได้รับแรงบันดาลใจจาก Dorothy Stuart Russell (1895-1983) พยาธิแพทย์ชาวออสเตรเลียที่โรงพยาบาลลอนดอนผู้จัดระบบจำแนกเนื้องอกของระบบประสาทส่วนกลาง และที่สหรัฐอเมริกาโดย Harvey Williams Cushing (1869-1939) ศัลยแพทย์ระบบประสาทชาวอเมริกันผู้ค้นพบเนื้องอกของต่อมใต้สมองกับ Herbert McLean Evans (1882-1971) แพทย์ชาวอเมริกันผู้แยก Growth Hormone ของมนุษย์ได้จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า
ค.ศ. 1935 Crooke ค้นพบ Hyalinated basophilic cells ในต่อมใต้สมองของผู้ป่วย Cushing’s syndrome ที่กำลังจะตาย เซลล์นี้ได้รับการตั้งชื่อว่า Crooke's cells
ค.ศ. 1936 เขาแต่งงานกับ Nancy ทั้งสองมีบุตรชาย (Christopher Crooke) และบุตรสาวด้วยกัน
เขาก่อตั้งหน่วยโรคต่อมไร้ท่อในสหราชอาณาจักรเป็นคนแรกที่โรงพยาบาลลอนดอนและมีชื่อเสียงจากงานวิจัยการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วย gonadotrophins
ค.ศ. 1948 เขาย้ายไปเป็นแพทย์ที่ปรึกษาด้านโรคต่อมไร้ท่อที่ Women's Hospital ในเบอร์มิงแฮม
ค.ศ. 1955-1956 ดำรงตำแหน่งประธานหน่วยต่อมไร้ท่อของราชสมาคมแห่งแพทยศาสตร์ (Royal Society of Medicine)
เขาเกษียณในปี ค.ศ. 1970 จากนั้นก็ไปเป็นที่ปรึกษาขององค์การอนามัยดูแลโครงการวางแผนครอบครัวในตะวันออกกลาง
Crooke เสียชีวิตในวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1990
เอกสารอ้างอิง
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
MMM(164) Epstein-Barr virus
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
MMM(163) Discoverer of phagocytosis
Ilya Ilyich Mechnikov (ต่อมาใช้ชื่อว่า Elie Metchnikoff) (1845-1916)
เกิดวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1845 ที่หมู่บ้านใกล้ Kharkov อาณาจักรรัสเซีย
เป็นบุตรชายคนเล็กสุดของ Ilya Mechnikov เจ้าหน้าที่องครักษ์ผู้เป็นเจ้าของที่ในที่ราบกว้างใหญ่ของยูเครน ส่วนมารดา Emilia เป็นชาวยิวมาจากตระกูล Nevakhowitch
เขาเรียนที่ Kharkov และสนใจในประวัติศาสตร์ธรรมชาติมาตั้งแต่ยังเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาพฤกษศาสตร์และธรณีวิทยา
เขาเข้าเรียนวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่มหาวิทยาลัยแห่ง Kharkov โดยขยันมากจนเรียนจบภายใน 2 ปีจากหลักสูตรจริง ๆ 4 ปี หลังจบก็ไปศึกษาสัตว์ทะเลที่เกาะแห่ง Heligoland ประเทศเยอรมนี จากนั้นก็ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่ง Giessen ภายใต้ Leuckart ต่อมาไปที่มหาวิทยาลัยแห่ง Göttingen และทำงานที่ห้องปฏิบัติการของ von Siebold ใน Munich Academy ที่ Giessen ค.ศ. 1865 เขาสังเกตเห็นกระบวนการย่อยภายในเซลล์ของหนอนพยาธิตัวแบนซึ่งนำมาสู่การค้นพบสำคัญในเวลาต่อมา
ค.ศ. 1867 เขากลับมายังรัสเซียโดยรับตำแหน่ง docent ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Odessa (ปัจจุบันอยู่ในยูเครน) จากนั้นก็ไปรับตำแหน่งเดียวกันที่มหาวิทยาลัยแห่ง St. Petersburg ก่อนจะกลับมารับตำแหน่ง Titular Professor ด้านสัตววิทยาและกายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยแห่ง Odessa ในปี ค.ศ. 1870
ที่ St. Petersburg เขาได้พบกับภรรยาคนแรกคือ Ludmilla Feodorovitch เธอป่วยหนักจากวัณโรคจนต้องนั่งรถเข็นมาทำพิธีแต่งงานที่โบสถ์ เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้แต่ในที่สุดเธอก็เสียชีวิตในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1873 การเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายประกอบกับมีปัญหาในการทำงานจึงพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินฝิ่นปริมาณมาก โชคดีที่ไม่เสียชีวิตและที่ Odessa นั้นเองเขาได้พบกับภรรยาคนที่สองคือ Olga Belokopytova ทั้งสองแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1875
ค.ศ. 1880 Olga ป่วยหนักจากไข้ไทฟอยด์ Mechnikov คิดจะฆ่าตัวตายอีกครั้งแต่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นจึงใช้วิธีเอาตัวเองเป็นหนูทดลองเพื่อพิสูจน์ว่า relapsing fever ติดต่อทางเลือดหรือไม่ เขาป่วยหนักจาก relapsing fever แต่ก็ไม่ตายอยู่ดี หลังจากฟื้นตัวในปี ค.ศ. 1882 ก็ขอลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากสร้างความลำบากให้กับมหาวิทยาลัย
เขาไปตั้งห้องปฏิบัติการส่วนตัวที่ Messina ศึกษาด้านคัพภวิทยาเปรียบเทียบ วันหนึ่งขณะคนอื่นในครอบครัวออกไปดูละครสัตว์กันเหลือเขาอยู่ที่ห้องปฏิบัติการคนเดียว จากการศึกษาตัวอ่อนของปลาดาวเขาเห็นเซลล์ที่เคลื่อนไหวได้จึงสงสัยว่ามันทำหน้าที่ป้องกันตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมหรือเปล่า เพื่อทดสอบสมมติฐานเขานำหนามต้นส้มเขียวหวานที่เตรียมไว้ทำต้นคริสมาสต์ให้แก่ลูก ๆ ใส่เข้าไป เช้าวันรุ่งขึ้นปรากฎว่าเซลล์ที่เคลื่อนไหวได้นั้นไปอยู่ล้อมรอบหนามดังกล่าว เขารู้ทันทีว่าสัตว์ที่มีระบบไหลเวียนเลือดเมื่อรับเชื้อโรคเข้าไปเม็ดเลือดขาวจะออกมาจากหลอดเลือดและเข้าไปกินเชื้อโรคดังกล่าวซึ่งทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ
ระหว่างเดินทางกลับ Odessa เขาแวะที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียและอธิบายแนวคิดนี้แก่ Carl Friedrich Claus (1835–1899) ศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยาและกายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบที่กรุงเวียนนา Claus เป็นคนเสนอให้ตั้งชื่อเซลล์นี้ว่า phagocyte มาจากภาษากรีก “phago” ที่แปลว่า “กิน” กับ “kytos” ที่แปลว่า “เซลล์”
ค.ศ. 1883 Mechnikov เสนอบทความแรกเกี่ยวกับกระบวนการ phagocytosis ที่ Odessa ความสำคัญของการค้นพบนี้ทำให้เขาเลิกมองโลกในแง่ร้ายและหันมามุ่งมั่นพิสูจน์แนวคิดของเขา
ค.ศ. 1886 เขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันใหม่ที่ Odessa เพื่อดำเนินการเรื่องวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของปาสเตอร์ แต่ท้องถิ่นนั้นไม่ค่อยยอมรับการใช้วัคซีนนี้ประกอบกับเขาไม่ได้จบทางการแพทย์ด้วยการทำงานจึงยิ่งยากลำบาก ค.ศ. 1888 เขาจึงย้ายไปยังกรุงปารีสเพื่อขอคำแนะนำจากปาสเตอร์ สถาบันปาสเตอร์มอบตำแหน่งพร้อมกับห้องปฏิบัติการให้ เขาจึงอยู่ที่นั่นจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
นอกจากงานด้านภูมิคุ้มกันวิทยาแล้ว Mechnikov ยังศึกษาเรื่องสาเหตุของความชราอีกด้วย จากการที่ชาวบัลกาเรียมีอายุยืนเขาจึงเสนอสมมติฐานว่าความชราเกิดจากแบคทีเรียที่สร้างสารพิษในลำไส้ การหยุดยั้งแบคทีเรียเหล่านี้ทำได้โดยการกินโยเกิร์ตซึ่งผ่านการหมักของแบคทีเรียที่สร้างกรดแลคติกนั่นเอง ค.ศ. 1905 Stamen Grigorov (1878-1945) แพทย์ชาวบัลกาเรียค้นพบว่าโยเกิร์ตเกิดจากการหมักของแบคทีเรียรูปแท่งที่ชื่อ Lactobacillus delbrueckii subsp. Bulgaricus (delbrucekii ตั้งตามชื่อ M. Delbrueck นักแบคทีเรียวิทยาชาวเยอรมัน)
Mechnikov ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี ค.ศ. 1908 จากการค้นพบกระบวนการ phagocytosis และต่อมาเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1916
แนวคิดเรื่องสาเหตุความชราของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้แพทย์ชาวญี่ปุ่น Minoru Shirota (1899-1982) เพาะเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่สร้างกรดแลคติกอย่างแรงชื่อ Lactobacillus casei strain shirota ในปี ค.ศ. 1930 และใช้ผลิตนมเปรี้ยวออกสู่ตลาดเมื่อปี ค.ศ. 1935 ในชื่อการค้าที่เรารู้จักกันดีคือ “ยาคูลท์ (Yakult)” นั่นเอง
เอกสารอ้างอิง