วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

MMM(213) Wilde's incision

Sir William Robert Wills Wilde (1815-1876)

เกิดเดือน มีนาคม ค.ศ. 1815 ที่ Kilkeevin ในเขต Roscommon ประเทศไอร์แลนด์
เป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาห้าคนของนายแพทย์ Thomas Wills Wilde กับ Amelia
เขาเริ่มเรียนที่ Royal School, Banagher และ Diocesan School, Elphin  เนื่องจากสนใจด้านศัลยศาสตร์ตั้งแต่ตามบิดาไปราวด์จึงเรียนต่อด้านศัลยศาสตร์ในปี ค.ศ. 1832
ค.ศ. 1837 จบแพทย์จากราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งไอร์แลนด์  ปีนั้นเองเขาเดินทางไปแถบเมดิเตอเรเนียนกับเรือ Crusader ในฐานะศัลยแพทย์  บันทึกการเดินทางของเขาได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือขนาด 2 เล่มชื่อ “Narrative of a Voyage to Madeira, Teneriffe and Along the Shores of the Mediterranean (ค.ศ. 1840)” ผลงานนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีรู้จักกันในชื่อ “Wilde’s Voyage”
ค่าจ้างจากการเดินเรือ 250 ปอนด์เป็นทุนให้เขาได้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่ต่างประเทศโดยเริ่มในปี ค.ศ. 1839 ที่แรกคือ Royal London Ophthalmic Hospital (Moorfields) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  ก่อนจะไปที่ Allgemeines Krankenhaus ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย  จากนั้นก็ไปสาธารณรัฐเชกและท้ายสุดที่ประเทศเยอรมนีก่อนจะกลับกรุงดับลินในปี ค.ศ. 1841 เปิดคลินิกรักษาด้านตาและหูที่บ้านตัวเอง
ค.ศ. 1841 เขาได้รับหน้าที่สำรวจสำมะโนประชากรด้านการแพทย์และครองตำแหน่งนี้จนกระทั่งเสียชีวิต (ได้ทำการเก็บสถิติทุกสิบปีอีกสามครั้งคือ ค.ศ. 1851, 1861 และ 1871)
กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1844 เขาซื้อตึกที่ถนน Mark ในกรุงดับลินทำเป็นโรงพยาบาลจักษุและโสตแห่งแรกในไอร์แลนด์ชื่อ St Mark’s Hospital
ค.ศ. 1845 ได้เป็นบรรณาธิการวารสาร Dublin Quarterly Journal of Medical Science
เขามีบุตรนอกสมรสสามคนคือ Henry Wilson (1838-1877) ซึ่งต่อมาเป็นแพทย์ตามรอยบิดา [คาดว่า Wilson มาจาก Wil(de’s) son], Emily Wilde (1847-1871) และ Mary Wilde (1849-1871)
12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1851 เขาแต่งงานกับกวีและนักวิจารณ์ Jane Francesca Elgee (1821-1896) ที่โบสถ์เซนต์ปีเตอร์  ทั้งสองมีบุตรชายด้วยกันสองคนคือ William Charles Kingsbury Wilde (1852-1899) และนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียง Oscar Fingal O’Flahertie Wills Wilde (1854-1900) และบุตรสาวอีกหนึ่งคนคือ Isola Francesca Emily Wilde (1857-1867)  
ค.ศ. 1853 เขาตีพิมพ์ตำราชื่อ “Observations on Aural Surgery and the Nature and Treatment of Diseases of the Ear”  ปีนั้นเองก็ได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์ด้านจักษุประจำสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย
เขาคิดค้น forceps สำหรับหูเรียกว่า Wilde’s snare และคิดค้นแนวผ่าตัดรักษา mastoiditis เรียกว่า Wilde’s incision
ค.ศ. 1864 ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir จากผลงานการสำรวจสำมะโนประชากรซึ่งได้ประโยชน์อย่างมาก  แต่แล้วชื่อเสียงก็เสื่อมลงเมื่อเขาแพ้คดีที่ผู้ป่วยชื่อ Mary Josephine Travers กล่าวหาว่าถูกเขาข่มขืนขณะสลบจากคลอโรฟอร์ม  เขาจึงย้ายออกจากกรุงดับลินไปอยู่ภาคตะวันตกของไอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1864
สุขภาพของเขาแย่ลงและคงอยู่นานจนเกิดภาวะซึมเศร้า  ค.ศ. 1867 ถูกกระตุ้นจากบุตรสาว Isola เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก และ ค.ศ. 1871 ถูกกระตุ้นอีกครั้งเมื่อบุตรสาวนอกสมรสทั้งสองคนคือ Emily และ Mary เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้ 
ค.ศ. 1873 เขาได้รับเหรียญรางวัล Cunningham Medal จาก Royal Irish Academy
เขากลับมาเสียชีวิตที่บ้านใน Merrion-square กรุงดับลินเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1876 โดยศพได้รับการฝังที่สุสาน Mount Jerome
ค.ศ. 1897 โรงพยาบาลจักษุและโสต St Mark’s ถูกรวมกับ National Eye and Ear Infirmary (ก่อตั้งโดย Isaac Ryall ในปี ค.ศ. 1814) กลายเป็นโรงพยาบาลจักษุและโสต Royal Victoria ตั้งอยู่ที่ถนน Adelaide ในปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง
                McGeachie J. Wilde, Sir William Robert Wills (1815-1876). Oxford Dictionary of National Biography, Oxford University Press 2004.

                Story JB. Sir Willim Robert Wills Wilde (1815-1876). Br J Ophthalmol 1918; 2(2): 65-71.

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

MMM(212) Auer rods

John Auer (1875-1948)

เกิดวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1875 ที่เมืองรอเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
บิดาของเขาเป็นคนผลิตเบียร์ชาวเยอรมันที่อพยพมาอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ค.ศ. 1898 จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
ค.ศ. 1902 จบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์  หลังจบก็ไปทำงานร่วมกับแพทย์ชาวอเมริกัน Samuel James Meltzer (1851-1920) ที่สถาบันวิจัยการแพทย์ร็อกเกอะเฟลเลอร์ 
ค.ศ. 1903 เขาแต่งงานกับ Clare บุตรสาวของ Meltzer
ค.ศ. 1906 ผู้ป่วยชายวัย 21 ปีเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลจอนส์ฮอปกินส์ด้วยอาการคออักเสบติดเชื้อร่วมกับเลือดกำเดาไหล  เขาตรวจเลือดผู้ป่วย Acute Myeloid Leukemia รายนี้และบรรยายถึงแท่งที่พบใน cytoplasm ของ leukemic blasts แท่งนี้จึงมีชื่อว่า Auer rods  นอกจากนี้เขายังบรรยายการอักเสบจากภูมิแพ้ต่อสาร xylene ด้วยเรียกว่า Auer's phenomena
ค.ศ. 1909 เขาร่วมกับ Meltzer พัฒนา “intra-tracheal positive pressure ventilation” ซึ่งประยุกต์ไปใช้แก้ปัญหา pneumothorax ระหว่างผ่าตัดทรวงอกแบบเปิด  ทั้งสองยังร่วมกันศึกษาผลของแมกนีเซียมต่อ tetany
หลัง Melzer เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1920 เขาก็ย้ายไปเซนต์หลุยส์โดยเป็นศาสตราจารย์ด้านเภสัชวิทยาและผู้อำนวยการภาควิชาที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์  ที่นี่เขาทำการทดลองน้อยลงแต่มุ่งความสนใจไปที่การสอนมากขึ้น
เขาสนใจด้านศิลปะมากโดยวันหยุดมักจะออกไปวาดภาพและชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะในท้องที่นั้น ๆ นอกจากนี้ยังชอบทำสวนอีกด้วย
เขาเสียชีวิตจากหลอดเลือดหัวใจตีบในปี ค.ศ. 1948

เอกสารอ้างอิง
Meltzer SJ, Auer J. Continuous respiration without respiratory movements. J Exp Med 1909;11(4):622-5.
Roth GB. John Auer 1875-1948. J Pharmacol Exp Ther 1949;95(3):285-6.

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

MMM(211) Grandfather of orthopedics

Nicolas Andry de Bois-Regard (1658-1742)

เกิดในปี ค.ศ. 1658 ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส
เขาเกิดในครอบครัวพ่อค้าที่ยากจน มีพี่ชายสองคนคือ Antoine กับ Claude ซึ่งบวชเป็นพระทั้งสองคน
หลังเรียนเทววิทยาเพื่อเตรียมเป็นพระอยู่ชั่วครู่หนึ่งเขาก็เลิกเรียนในปี ค.ศ. 1690 แล้วหันไปเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Reims แทน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในปี ค.ศ. 1694 เขาจึงไปสอบใหม่ที่กรุงปารีสและจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1697 ด้วยวิทยานิพนธ์ชื่อ “The relationship in the management of diseases between the happiness of the doctor and the obedience of the patient”

ค.ศ. 1700 เขาตีพิมพ์ตำราเล่มแรกชื่อ “De la generation des vers dansle corps de l’homme (An account of the breeding of worms in human bodies)” ผลงานนี้เป็นที่ยอมรับและทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งปรสิตวิทยา (Father of parasitology)
เขาเป็นนักวิจารณ์ของวารสาร Journal des Savants ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่วิทยาลัยแห่งปารีสและดำรงตำแหน่งคณบดีในปี ค.ศ. 1724 แต่ด้วยบุคลิกแข็งกร้าว ทัศนคติที่ไม่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน (รวมถึง barber surgeon) เขาจึงถูกไล่ออกจากงานที่วารสาร Journal des Savants และถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งคณบดี
ค.ศ. 1741 เขาตีพิมพ์ตำราขนาด 2 เล่มที่สร้างชื่อเสียงให้เขาที่สุดคือ “L’orthopedie ou l’art de prevenir et corriger dansles enfants les difformites du corps (Orthopaedia or the art of correcting and preventing deformities in children)” ในคำนำเขาอธิบายว่าศัพท์ orthopaedia มาจากภาษากรีก “orthos” ที่แปลว่า “ตรง” กับคำว่า “paidion” ที่แปลว่า “เด็ก” เพราะต้องการสื่อว่าเป็นวิชาที่สอนการแก้ไขความผิดปกติในเด็ก
ในตำราเล่มที่ 1 เขากล่าวถึงการรักษากระดูก tibia ที่โค้งด้วยวิธี conservative โดยการพันขาไว้กับแผ่นเหล็กเช่นเดียวกับการดัดต้นไม้ที่คด (crooked tree) เพื่อให้ตรง  ภาพนี้รู้จักกันในชื่อ tree of Andry ซึ่งต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของวิชานี้  ส่วนเนื้อหาเล่มที่ 2 เกี่ยวกับความผิดปกติของศีรษะและใบหน้า
เขาแต่งงานถึงสามครั้งและมีบุตรสาวคนเดียวกับภรรยาคนที่สาม
เขาเสียชีวิตที่กรุงปารีสในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1742 และได้รับการยกย่องว่าเป็นปู่แห่งออร์โธปิดิคส์ (Grandfather of orthopedics)
ค.ศ. 1763 Denis Diderot (1713-1784) นักเขียนชาวฝรั่งเศสและ Jean-Baptiste le Rond d’Alembert (1717-1783) นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสตีพิมพ์หนังสือ Encyclopedie ที่กรุงปารีสได้ใช้คำว่า orthopaedics เป็นชื่อบทหนึ่ง  ต่อมา ค.ศ. 1780 แพทย์ชาวสวิส Jean-Andre Venel (1740–1791) ก่อตั้งสถาบันด้านนี้เป็นแห่งแรกที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์โดยใช้ชื่อว่า orthopaedic Institute   คำศัพท์นี้ปรากฎบนตำราเป็นครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1805 เมื่อ Pierre-Francois-Frederic Desbordeaux ตีพิมพ์ตำราชื่อ “Nouvelle orthopedie (New orthopaedics)” จากนั้นก็นิยมใช้กันในวงกว้าง 
ค.ศ. 1820 พจนานุกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ Fournier-Bescay ประกาศว่ารากศัพท์ของ orthopaedics ไม่เหมาะสมจึงมีคนพยายามเสนอคำอื่น ๆ มาทดแทนเช่น Delpech เสนอคำว่า l’orthomorphie ในปี ค.ศ. 1828  Bricheteau และ d’Invemois เสนอคำว่า l’orthosomatique ในปี ค.ศ. 1867 และ Heather-Bigg เสนอคำว่า l’orthopraxie ในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม “orthopaedics (สะกดแบบอเมริกันคือ orthopedics)” ยังคงได้รับความนิยมที่สุดเพราะ “ออกเสียงง่าย” นั่นเอง  ปัจจุบันใช้ครอบคลุมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนที่เกี่ยวกับเด็กตามความหมายดั้งเดิมจะเป็น paediatric orthopaedics
เพื่อเป็นเกียรติแก่ Andry ทาง The Association of Bone and Joint Surgeons ร่วมกับ Clinical Orthopedics and Related Research จัดตั้งรางวัล Nicolas Andry Award มอบเป็นประจำทุกปี

เอกสารอ้างอิง
                Kirkup JR. Nicolas Andry and 250 years of orthopaedy. J Bone Joint Surg 1991; 73: 361-2.
Kohler R. Nicolas Andry de Bois-Regard (Lyon 1658-Paris 1742): the inventor of the word “orthopaedics” and the father of parasitology. J Child Orthop 2010; 4: 349-55.

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

MMM(210) bloodless fold of Treves

Sir Frederick Treves, 1st Baronet (1853-1923)

เกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1853 ใน Dorchester, Dorset ประเทศอังกฤษ
เป็นบุตรชายของช่างทำเบาะ William Treves กับ Jane Treves (นามสกุลเดิมคือ Knight)
ตอนอายุ 7 ปีเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนซึ่งบริหารโดยกวีชาวอังกฤษ William Barnes (1801-1886) จากนั้นก็เข้าเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียน Merchant Taylors
ค.ศ. 1871 เรียนต่อที่ University College ก่อนจะเข้าเรียนแพทย์ที่โรงเรียนแพทย์โรงพยาบาลลอนดอนในปีนั้นเอง  หลังเรียนจบเขาทำเวชปฏิบัติทั่วไปไม่นานก็กลับมาเป็น house surgeon ที่โรงพยาบาลลอนดอนในปี ค.ศ. 1876
ค.ศ. 1877 แต่งงานกับ Ann Elizabeth Mason ทั้งสองมีบุตรสาวด้วยกันสองคน
ค.ศ. 1878 ได้รับ FRCS ปีต่อมาก็ได้รับตำแหน่ง surgical registrar ที่โรงพยาบาลลอนดอน  ต่อมาวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1879 ได้เป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วย
ค.ศ. 1881 ได้รับตำแหน่ง Erasmus Wilson Professor ที่วิทยาลัยศัลยแพทย์ เขาบรรยายในหัวข้อ On the Scrofulous Affections of the Lymph Glands
ค.ศ. 1883 ได้รับรางวัล Jacksonian Prize จากวิทยานิพนธ์เรื่อง The pathology, Diagnosis and Treatment of Obstruction of the Intestine in its Various Forms in the Abdominal Cavity
ค.ศ. 1881 – 1884 เป็นผู้สาธิตด้านกายวิภาคศาสตร์  ช่วงนี้เองเขาได้รับการร้องขอให้ประพันธ์ตำรากายวิภาคศาสตร์สำหรับศัลยแพทย์  ใช้เวลาไม่กี่เดือน ค.ศ. 1883 เขาก็ตีพิมพ์ตำรา Surgical Applied Anatomy เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1884 Tom Norman (1860-1930) นักจัดแสดงชาวอังกฤษนำ Joseph Carrey Merrick (1862-1890) ชายชาวอังกฤษผู้มีความผิดปกติของร่างกายจนได้ฉายาว่า “Elephant Man (ครึ่งคนครึ่งช้าง)” มาจัดแสดงที่ร้านอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลลอนดอน  ลูกค้าที่มาชมก็คือบรรดาแพทย์และนักเรียนแพทย์นั่นเอง  หนึ่งในนั้นคือ Treves ซึ่งได้เชิญให้ Merrick ไปตรวจร่างกายและบันทึกภาพไว้ที่โรงพยาบาล  การนำคนมาจัดแสดงถูกประณามตำรวจจึงสั่งปิดร้านหลังแสดงได้เพียงไม่กี่สัปดาห์  ผู้จัดการคนใหม่พา Merrick ไปจัดแสดงที่อื่นในยุโรปจนกระทั่งปี ค.ศ. 1886 เขาถูกผู้จัดการขโมยเงินไปและทิ้งเขาไว้ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม  เขาสื่อสารไม่ได้แต่สามารถหาทางกลับมายังกรุงลอนดอนได้  ตำรวจค้นตัวเจอป้ายชื่อ Frederick Treves จึงติดต่อหา Treves ซึ่งก็มารับตัว Merrick ไปพักที่โรงพยาบาลลอนดอนและให้อยู่จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1890 (ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเขาป่วยเป็น neurofibromatosis type I หรือ Proteus syndrome กันแน่)
ค.ศ. 1884 – 1893 Treves เป็นผู้บรรยายด้านกายวิภาคศาสตร์  เขาไม่ได้เก่งเฉพาะกายวิภาคศาสตร์ช่องท้องของมนุษย์เท่านั้นแต่ยังศึกษาของสัตว์อื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบด้วยโดยศึกษาจากสัตว์ที่ตายในสวนสัตว์ลอนดอน
ค.ศ. 1887 เขาบรรยายว่าด้านหน้าของ mesoappendix จะมี fold ที่ฐานของไส้ติ่งไปเกาะด้านหน้าของส่วน antimesenteric ของ terminal ileum มักจะไม่มีเลือดมาเลี้ยง  สิ่งนี้รู้จักกันในชื่อ bloodless fold of Treves
29 มิถุนายน ค.ศ. 1888 เขาทำการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก (appendectomy) เป็นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ 
ค.ศ. 1893 – 1894 เป็นอาจารย์สอนศัลยศาสตร์การผ่าตัด
ค.ศ. 1893 – 1897 เป็นผู้บรรยายด้านศัลยศาสตร์
ค.ศ. 1898 เขาสร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่งศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลลอนดอนด้วยวัยเพียง 45 ปี
7 ธันวาคม ค.ศ. 1898 ได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์ที่ปรึกษา
ตุลาคม ค.ศ. 1899 เขาอาสาไปเป็นศัลยแพทย์ในสงคราม Boer War ครั้งที่สองโดยไปทำงานที่โรงพยาบาลสนามอยู่หลายเดือนก่อนจะกลับมายังกรุงลอนดอนในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1900
ค.ศ. 1900 Hetty บุตรสาวคนเล็กของเขาป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบแต่ศัลยแพทย์อีกสองคนคัดค้านการผ่าตัด  ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจผ่าตัดแต่สายเกินไปจึงสูญเสียบุตรสาวคนเล็กจากไส้ติ่งอักเสบทะลุ
22 มกราคม ค.ศ. 1901 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (1819–1901) พระมหากษัตริย์อังกฤษที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ (62 ปี) สิ้นพระชนม์  พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่เจ็ด (1841-1910) ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ  Treves ได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์หลวงประจำพระองค์ในเดือนมีนาคมและได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir ในเดือนพฤษภาคมปีนั้นเอง
หนึ่งปีต่อมาพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่เจ็ดมีกำหนดการเข้าพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1902 ที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey)  แต่แล้วสองสัปดาห์ก่อนถึงวันพิธีพระองค์เริ่มมีอาการปวดท้องน้อยด้านขวา  Treves ถวายการตรวจรักษาในวันที่ 18 มิถุนายนและมาดูอาการทุกวัน สรุปว่าประชวรเป็นไส้ติ่งอักเสบจึงถวายคำแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด  เนื่องจากสมัยนั้นการผ่าตัดช่องท้องยังมีอัตราการตายที่สูงอยู่พระองค์จึงปฏิเสธ  วันที่ 24 มิถุนายนพระองค์ประชวรหนักขึ้นแต่ยังยืนกรานไม่ผ่าตัดว่า “I must go to the Abbey”  สุดท้ายทนไม่ไหว Treves จึงยืนยันให้ผ่าตัดไม่เช่นนั้นพระองค์จะได้เข้าพิธีฝังศพแทนเป็นแน่แท้ว่า “Then, Sire, you will go as a corpse.”  พระองค์จึงยอมเข้ารับการผ่าตัด  หลังการผ่าระบายฝีที่ไส้ติ่ง Treves ดูแลพระองค์แบบไม่หลับไม่นอน 7 วัน 7 คืนจนปลอดภัยดี  พิธีบรมราชาภิเษกเลื่อนไปจัดในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1902 แทน  ผลงานนี้ทำให้ Treves ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นบารอนเน็ตในปีนั้นเอง
ค.ศ. 1905 – 1908 เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแอเบอร์ดีน
ค.ศ. 1905 – 1912 เป็นประธานกรรมการสภากาชาดอังกฤษ
ค.ศ. 1913 แพทย์ชาวแคนาดา Sir William Osler (1849-1919) ก่อตั้งและเป็นประธานคนแรกของหน่วยประวัติศาสตร์การแพทย์ใน Royal Society of Medicine โดย Treves ได้รับตำแหน่งรองประธาน
ค.ศ. 1920 เขาย้ายไปอยู่ที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเสียชีวิตที่นั่นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1923 จากถุงน้ำดีและเยื่อบุช่องท้องอักเสบ  พิธีศพจัดขึ้นที่วิหารเซนต์ปีเตอร์ใน Dorchester วันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1924 โดยพระเจ้าจอร์จที่ห้า (1865-1936) ทรงมอบหมายให้แพทย์หลวง Lord Edward Dawson (1864-1945) เป็นตัวแทนพระองค์มาร่วมในพิธี  ศพของ Treves ถูกฝังอยู่ที่สุสาน Dorchester นั่นเอง
หลังจากเขาเสียชีวิตศัลยแพทย์ชาวออสเตรเลีย Lambert Charles Rogers (1897-1961) รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการตำรา Treves’ Surgical Applied Anatomy ต่อจนกระทั่งฉบับสุดท้ายคือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 14 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1962 นับเป็นเวลากว่า 80 ปีที่ตำรานี้ได้รับความนิยม  
แต่หนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาเห็นจะเป็น “The Elephant Man and Other Reminiscence” ได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1923 ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นทั้งละครและภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง

เอกสารอ้างอิง
                Gibbs DD. Sir Frederick Treves: surgeon, author and medical historian. J R Soc Med 1992;85:565-9.
                Miliras P, Skandalkis JE. Not Just an Appendix: Sir Frederick Treves. Arch Dis Child 2003;88:549-53.

                Ravin JG. Sir Frederick Treves and Sympathetic Ophthalmia. Arch Ophthalmo 2004;122:99-103.

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

MMM(209) Master teacher of pathology

Stanley Leonard Robbins (1915-2003)

 

เกิดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1915 ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน ประเทศสหรัฐอเมริกา

จบจากโรงเรียนมัธยมบรุกลิน รัฐแมสซาชูเซตส์โดยเป็นที่หนึ่งของชั้น เขาเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์และโรงเรียนแพทย์ทัฟส์  หลังจบการเทรนที่โรงพยาบาลเมืองบอสตันก็ไปสอนที่โรงเรียนแพทย์ทัฟส์ ฮาร์วาร์ด รวมถึงมหาวิทยาลัยบอสตัน

ค.ศ. 1957 เขาตีพิมพ์ตำรา “Robbins Textbook of Pathology” เป็นครั้งแรก  ตำราเล่มใหญ่นี้มีชื่อเล่นว่า “Big Robbins”  จากแนวคิดของเขาที่ว่า “Lesions do not arise in cadavers!” ในตำราจึงไม่ได้มีเฉพาะการบรรยายลักษณะทางพยาธิวิทยาเท่านั้นแต่ยังเน้นการเชื่อมโยงทางคลินิกด้วย  ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการสอนวิชาพยาธิวิทยาเลยทีเดียว  ฉบับพิมพ์ครั้งที่สามตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1969

ค.ศ. 1971 เขาร่วมกับพยาธิแพทย์ชาวอเมริกัน Marcia Angell (เกิด 20 เม.ย. 1939) ตีพิมพ์ตำราเล่มเล็กชื่อ “Robbins Basic Pathology” หรือที่เรียกกันว่า “Baby Robbins” เป็นครั้งแรกซึ่งเน้นเฉพาะแก่นของวิชาพยาธิวิทยา โดยฉบับพิมพ์ครั้งที่สามในปี ค.ศ. 1981 มีบรรณาธิการร่วมเพิ่มอีกคนคือ Vinay Kumar (เกิด ธ.ค. 1944) พยาธิแพทย์ชาวอินเดีย (ล่าสุดเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่เก้าตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2013) 

ค.ศ. 1974 เขาปรับปรุงตำรา “Robbins Textbook of Pathology” ครั้งใหญ่โดยเน้นเรื่องกลไกการเกิดโรคจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Robbins Pathologic Basis of Disease” และยังสร้างความประหลาดใจด้วยการเริ่มเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่งใหม่  ตำรานี้มีการปรับปรุงทุกห้าปีโดยฉบับพิมพ์ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1979 มีบรรณาธิการร่วมอีกคนคือพยาธิแพทย์ชาวปาเลสไตน์ Ramzi Suliman Cotran (7 ธ.ค. 1932 – 23 ต.ค. 2000) และฉบับพิมพ์ครั้งที่สามในปี ค.ศ. 1984 Vinay Kumar ก็มาเป็นบรรณาธิการร่วมเพิ่มอีกคน  

เขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา Mallory ของมหาวิทยาลัยบอสตันและหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาของโรงเรียนแพทย์บอสตันในปี ค.ศ. 1965 โดยครองตำแหน่งนี้จนถึงปี ค.ศ. 1980  หลังเกษียณเขาไปรับตำแหน่งพยาธิแพทย์อาวุโสที่ Brigham and Women’s Hospital ในบอสตัน  เขายังคงสอนนักเรียนแพทย์และแพทย์ประจำบ้านด้านพยาธิวิทยาต่ออีกหลายปี

ค.ศ. 1980 โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยบอสตันเริ่มมอบรางวัลให้กับอาจารย์แพทย์ผู้มีผลงานโดดเด่นเป็นปีแรกโดยผู้ที่ได้รับคือ Robbins นั่นเอง (ปัจจุบันรางวัลนี้มีชื่อว่า Stanley L. Robbins Award for Excellence in Teaching เพื่อเป็นเกียรติแก่ Robbins)

ค.ศ. 1991 เขาได้รับรางวัล Distinguished Pathologist Award จาก United States and Canadian Academy of Pathology 

ค.ศ. 1992 เขาได้รับรางวัล Gold Headed Cane Award จาก American Society of Investigative Pathology (ASIP)

Robbins ได้รับการยกย่องว่าเป็น “Master teacher of pathology”  เขาทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการตำรา “Robbins Pathologic Basis of Disease” ถึงฉบับพิมพ์ครั้งที่ห้าในปี ค.ศ. 1994  หลังเขาเสียชีวิตในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2003 ตำรานี้ถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “Robbins and Cotran Pathologic Basis of Disease” เริ่มในฉบับพิมพ์ครั้งที่เจ็ดเมื่อปี ค.ศ. 2004 และล่าสุดเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่แปดตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2009 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่เก้ามีกำหนดตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014)

ค.ศ. 2009 ASIP เริ่มมอบรางวัลให้แก่อาจารย์ด้านพยาธิวิทยาที่โดดเด่นเป็นปีแรก  เพื่อเป็นเกียรติแก่ Robbins จึงตั้งชื่อรางวัลนี้ว่า ASIP Robbins Distinguished Educator Award โดยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้คือ Vinay Kumar นั่นเอง

เอกสารอ้างอิง

                Crawford JM. Obituary Dr Stanley Robbins. Lab Invest 2004;84:393.


                Kumar V. Stanley L. Robbins, 1915-2003. Am J Pathol 2004;164(4):1129-30.

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

MMM(208) John Rhea Barton Professor of Surgery

John Rhea Barton (1794-1871)

เกิดเดือน เมษายน ค.ศ. 1794 ที่เมือง Lancaster รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นบุตรชายของผู้พิพากษาชาวอเมริกัน William Barton (1754-1817) กับ Elizabeth Rhea
มีพี่น้องแปดคนด้วยกันรวมถึง William Paul Crillon Barton (1786-1856) ศัลยแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน
เรียนที่โรงพยาบาลเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟียโดยจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1818
เริ่มสอนที่โรงพยาบาลเพนซิลเวเนียและเป็นศัลยแพทย์ที่ Philadelphia Almshouse  นอกจากนี้ยังทำงานให้กับ Philip Syng Physick (1768-1837) บิดาแห่งศัลยศาสตร์สหรัฐอเมริกา
ค.ศ. 1823 เขาได้รับตำแหน่งศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลเพนซิลเวเนีย
เขาเป็นที่รู้จักจากการิเริ่มทำ corrective osteotomy สำหรับ joint ankylosis  เขาทำ femoral osteotomy ระหว่าง greater กับ lesser trochanter ในผู้ป่วย ankylosis ของข้อสะโพก ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการทำ arthroplasty เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1826 เขาทำ hip osteotomy เสร็จในเวลา 7 นาที
การเป็นคนช่างสังเกตทำให้เขาค้นพบกระดูกหักที่หายากคือกระดูกเรเดียสส่วนปลายหักร่วมกับมีการเคลื่อนของ radiocarpal joint ปัจจุบันเรียกว่า Barton's fracture  นอกจากนี้ยังคิดค้น Barton's bandage (bandage รูปเลขแปดใช้พยุงกรามล่าง) และ Barton's forceps (forceps ทางสูติกรรมใช้ในกรณีศีรษะอยู่ในตำแหน่ง high transverse) อีกด้วย
เขาเสียชีวิตในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1871 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ค.ศ. 1877 เพื่อเป็นเกียรติแก่สามีภรรยาของเขา Sarah Rittenhous Barton บริจาคเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐให้กับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเพื่อตั้งชื่อตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ว่า John Rhea Barton Professor of Surgery โดยศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน David Hayes Agnew (1818–1892) ดำรงตำแหน่งนี้เป็นคนแรกระหว่างปี ค.ศ. 1878-1889


เอกสารอ้างอิง
                Mostofi SB. Who’s Who in Ortopedics. New York:Springer;2005. 

หมายเหตุ สำหรับเชื้อแบคทีเรีย Bartonella bacilliformis นั้นค้นพบโดยแพทย์ชาวเปรู Alberto Leopoldo Barton Thompson (1871–1950)


วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

MMM(207) Bauhin's valve

Gaspard Bauhin หรือ Caspar Bauhin (1560-1624)

เกิดวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1560 ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 
เป็นบุตรชายหนึ่งในสามของศัลยแพทย์ชาวฝรั่งเศส Jean Bauhin (1511-1582) ผู้ซึ่งย้ายมาอยู่สวิตเซอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1541 หลังเปลี่ยนมานับถือนิกายโปรเตสแตนต์
เป็นน้องชายของ Johann Bauhin (1541-1613) ซึ่งเป็นแพทย์และเป็นนักพฤกษศาสตร์ (อายุห่างกันเกือบยี่สิบปี)
เขาได้รับความรู้ด้านการแพทย์และพฤกษศาสตร์จากทั้งบิดาและพี่ชายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
ค.ศ. 1572 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งบาเซิลเป็นลูกศิษย์ของแพทย์ชาวสวิส Felix Plater (1536-1614) และ Theodor Zwinger the Elder (1533-1588)  โดยจบปริญญาตรีด้านปรัชญาในปี ค.ศ. 1575
ตุลาคม ค.ศ. 1577 เขาไปศึกษาเพิ่มเติมกับ Fabricius ab Aquapendente (1537-1619) นักกายวิภาคศาสตร์ชาวอิตาลี ที่มหาวิทยาลัยแห่งปาดัว ประเทศอิตาลีเป็นเวลานาน 18 เดือน จากนั้นก็ไปยังประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีก่อนจะกลับไปยังบาเซิลในต้นปี ค.ศ. 1581
พฤษภาคม ค.ศ. 1581 เรียนจบแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งบาเซิลและทำงานที่นั่น  ปีนี้เองเขาแต่งงานครั้งแรกกับ Barbara Vogelmann และมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคน
ค.ศ. 1582 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกรีก
ค.ศ. 1586 ได้รับตำแหน่งคณบดีของคณะแพทย์และได้เป็นอีกแปดครั้ง (นอกจากนี้ยังได้รับตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยถึง 4 ครั้งด้วยกันคือในปี ค.ศ. 1592, 1598, 1611 และ 1619)
ค.ศ. 1588 บรรยาย ileocecal valve ซึ่งเป็น valve ระหว่างลำไส้เล็กส่วน ileum กับลำไส้ใหญ่ส่วน cecum จึงได้รับการตั้งชื่อว่า Bauhin's valve [ยังมีอีกสองคนที่ค้นพบเช่นกันคือแพทย์ชาวอิตาลี Constantius Varolius (1543-1575) กับศัลยแพทย์ชาวดัตช์ Nicholaes Tulp (1593-1674) จึงมีอีกชื่อว่า valve of Varolius และ Tulp’s valve]
นอกจากนี้เขายังค้นพบ mucous gland ขนาดเล็กที่ปลายลิ้นเรียกว่า Bauhin's gland
ค.ศ. 1589 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์และพฤกษศาสตร์
ค.ศ. 1596 เขาแต่งงานครั้งที่สองกับ Maria Bruggler  ไม่กี่ปีต่อมาก็แต่งงานครั้งที่สามกับ Magdalena Burckhardt โดยมีบุตรสาวด้วยกันสองคนและบุตรชายหนึ่งคนคือ Jean Gaspard Bauhin (1606-1685)
ค.ศ. 1614 หลังจาก Plater เสียชีวิตเขาก็รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการแพทย์ของเมืองบาเซิลแทนและปีต่อมาก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเวชปฏิบัติ
ค.ศ. 1623 ตีพิมพ์ตำรา Pinax Theatri Botanici (Illustrated exposition of plants) ซึ่งบรรยายพืชไว้หกพันชนิดโดยบางสปีชีส์เขาตั้งชื่อเป็นแบบทวินาม (binomial nomenclature) เหมือนที่นักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน Carl Linnaeus (1707-1778) ใช้ในเวลาต่อมา
เขาเสียชีวิตที่เมืองบาเซิลในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1624
Jean Gaspard เป็นแพทย์เจริญรอยตามบิดาโดยได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์และพฤกษศาสตร์ในปี ค.ศ. 1629 และศาสตราจารย์ด้านเวชปฏิบัติในปี ค.ศ. 1660
Linnaeus ตั้งชื่อสกุลของไม้ดอกกลุ่มหนึ่งว่า Bauhinia เพื่อเป็นเกียรติแก่พี่น้อง Bauhin

เอกสารอ้างอิง

              “Bauhin, Gaspard.” Complete Dictionary of Scientific Biography. 2008. Encyclopedia.com. 10 Jan. 2014. <http://www.encyclopedia.com>.