วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

MMM(201) Kasai procedure

Morio Kasai (1922-2008)

เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1922 ที่เมือง Aomori ประเทศญี่ปุ่น
เข้าเรียนแพทย์ที่ Sendai หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง  จบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งชาติ Tohoku ในปี ค.ศ. 1947  เทรนต่อด้านศัลยกรรมและทำงานเป็นศัลยแพทย์ทั่วไปที่ภาควิชาที่สองของศัลยศาสตร์สถาบันนั้นเอง 
ทศวรรษ 1950 โรคทางเดินน้ำดีตีบตัน (biliary atresia) เป็นโรคที่หายากแต่รุนแรงถึงชีวิตและยังไม่มีวิธีรักษา  Kasai จึงคิดค้นเทคนิคผ่าตัดรักษาโดยการนำเอาลำไส้ไปต่อกับเนื้อเยื่อขั้วตับเพื่อให้ท่อน้ำดีขนาดเล็กบริเวณนั้นระบายน้ำดีลงสู่ลำไส้ได้เรียกว่า hepatic portoenterostomy โดยประสบความสำเร็จในการผ่าตัดรักษาเด็กอายุ 72 วันเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1955
 ค.ศ. 1958 Kasai ไปทำ research fellowship เป็นเวลา 1 ปีกับ Charles Everett Koop (1916 – 2013) กุมารศัลยแพทย์ชาวอเมริกันซึ่งเป็นหัวหน้าศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟีย  ประสบการณ์ที่นี่ทำให้เขาอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับกุมารศัลยศาสตร์  หลังกลับจากฟิลาเดลเฟียก็ได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Tohoku 
ค.ศ. 1959 ผลงานเรื่อง hepatic portoenterostomy ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่นในวารสาร Shujutsu จึงไม่เป็นที่รู้จักในระดับสากลจนกระทั่งได้รับการแปลและตีพิมพ์ในวารสารภาษาอังกฤษในทศวรรษ 1960  มีความพยายามทำ hepatic portoenterostomy ในสหรัฐอเมริกาแต่ส่วนใหญ่ล้มเหลว  ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันจึงต้องเดินทางมาฝึกกับผู้คิดค้นที่ญี่ปุ่นโดยตรง  อย่างไรก็ตามกว่าจะมีรายงานความสำเร็จในการผ่าตัดที่สหรัฐอเมริกาก็กลางทศวรรษ 1970 เลยทีเดียว  Kasai เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเขาไม่คาดหวังว่าหัตถการนี้จะต้องตั้งตามชื่อของเขา  ถึงกระนั้นก็ตามส่วนใหญ่ก็เรียกหัตถการนี้ว่า Kasai procedure เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้คิดค้น
ค.ศ. 1963 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาที่สองของศัลยศาสตร์
ทศวรรษ 1970 เขาคิดค้นหัตถการรักษาโรค Hirschsprung ที่เรียกว่า anorectal achalasia และยังไปช่วย Koop ก่อตั้ง biliary atresia program ที่โรงพยาบาลเด็กแห่งฟิลาเดลเฟียอีกด้วย 
ค.ศ. 1976 เขาก่อตั้ง Japanese Society of Biliary Atresia study Group ซึ่งจัดการประชุมกันทุกปี  ปีนั้นเองเขายังก่อตั้ง International Symposium of Biliary Atresia ซึ่งจัดการประชุมกันทุกห้าปีอีกด้วย
เขาเก่งในเรื่องสกีและการปีนเขามากจนได้เป็นหัวหน้าทีมปีนเขาของมหาวิทยาลัย Tohoku ซึ่งเป็นทีมแรกในโลกที่พิชิต Nyainquntaglha ยอดเขาที่สูงที่สุดในที่ราบสูงธิเบต
หลังเกษียณในปี ค.ศ. 1986 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ  จากนั้นไม่นานก็ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล NTT Tohoku จนกระทั่งเกษียณอีกครั้งในปี ค.ศ. 1993
ค.ศ. 1999 เขาป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (stroke) แต่ไม่อาจขัดขวางการทำงาน  เขายังคงทำงานด้านกุมารศัลยศาสตร์จนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 2008

เอกสารอ้างอิง

                Garcia AV, Cowles RA, Kato T, Hardy MA. Morio Kasai: A Remarkable Impact Beyond the Kasai Procedure. J Pediatr Surg 2012; 47(5): 1023-7.

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

MMM(200) Raider's triangle

Louis Raider (1913-1999)

เกิดวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1913 ที่ Chattanooga รัฐเทนเนสซี ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เติบโตที่นครนิวยอร์ก
เขาเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย โดยเป็นตั้งแต่พนักงานพาลูกค้าไปยังที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่บรุกลินไปจนถึงพนักงานเสิร์ฟที่ Coney Island และ Catskills (มือของเขาใหญ่กว่าปกติจนทำให้เสิร์ฟได้มากถึง 12 จานด้วยแขนเดียว)
เขาจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยบรุกลิน จบแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Dalhousie ใน Nova Scotia ประเทศแคนาดา  เป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลนครบาลในนครนิวยอร์ก
ค.ศ. 1941 เขาแต่งงานกับ Emma ทั้งสองมีบุตรด้วยกันสามคนเป็นบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวสองคน
เขาเทรนด้านรังสีวิทยาที่โรงพยาบาลนครบาล โรงพยาบาล Bellevue และสถาบันมะเร็งแห่งชาติจนจบในปี ค.ศ. 1944 หลังทำหน้าที่เป็นรังสีแพทย์พลเรือนในสถานี Armed Forces Induction ที่นครนิวยอร์กเขาก็ได้เป็นหัวหน้าหน่วยรังสีวิทยาของโรงพยาบาลทหารสองแห่งระหว่างปี ค.ศ. 1944-1947 โดยยศสูงสุดคือพันตรี
ค.ศ. 1947 เขาไปรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยรังสีวิทยาของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกนิวออร์ลีนส์ 
ค.ศ. 1950 เขาไปร่วมงานกับ Monte Lauter ที่ Mobile รัฐแอละแบมาในฐานะรังสีแพทย์คนที่สี่  หลัง Lauter เสียชีวิตเขาก็เป็นผู้นำของโรงพยาบาลและพัฒนาจนมีรังสีแพทย์ถึง 10 คน เขาเป็นหัวหน้าหน่วยรังสีวิทยาของโรงพยาบาล Providence นานถึง 26 ปี
แม้จะทำเวชปฏิบัติส่วนตัวแต่ยังรักในการสอนด้วยโดยรับตำแหน่งอาจารย์ด้านรังสีวิทยาที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยรัฐลุยเซียนาระหว่างปี ค.ศ. 1947-1950 และเป็นวิทยากรด้านรังสีวิทยาที่โรงเรียนแพทย์ Tulane ในรัฐนิวออร์ลีนส์ระหว่างปี ค.ศ. 1961-1979
เขาได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์คลินิกด้านรังสีวิทยาที่วิทยาลัยแพทย์มหาวิทยาลัยเซาท์แอละแบมาในปี ค.ศ. 1976 และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1978
ค.ศ. 1986 Benjamin Felson (1913–1988) รังสีแพทย์ชาวอเมริกันบรรยาย Caldwell Lecture หัวข้อ “Armchair Research and the Practicing Radiologist” ได้ยกตัวอย่างผลงานของ Raider เรื่อง Retrotracheal triangle ในภาพถ่ายรังสีทรวงอกด้านข้างซึ่งขอบหน้าเป็นท่อลม ขอบหลังเป็นกระดูกสันหลังอกส่วนบน  ขอบล่างเป็นส่วนโค้งของเอออร์ตาและเรียกสามเหลี่ยมนี้ว่า Raider’s triangle
หลังเกษียณจากงานเวชปฏิบัติส่วนตัวในปี ค.ศ. 1986 Raider ยังไปรับงานสอนต่อที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเซาท์แอละแบมาจนกระทั่งสายตาเริ่มแย่ลงจึงเกษียณตัวเองในปี ค.ศ. 1997 ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1999 ที่ Mobile รัฐแอละแบมานั่นเอง

เอกสารอ้างอิง
                Brogdon BG. Louis Raider, 1913-1999. AJR 2000;174(5):1322.

Felson B. Caldwell Lecture Armchair Research and the Practicing Radiologist. AJR 1986;147:881-90. 

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

MMM(199) artery of Adamkiewicz

Albert Wojciech Adamkiewicz (1850-1921)

เกิดวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1850 ที่เมือง Zerkow ประเทศโปแลนด์
เป็นบุตรชายของนายแพทย์ Adolf Adamkiewicz  
หลังจบมัธยมในปี ค.ศ. 1868 ก็เข้าเรียนแพทย์ที่ Konigsberg ในปรัสเซียตะวันออก (ปัจจุบันคือ Kalinigrad ประเทศรัสเซีย)  หกเดือนต่อมาก็ย้ายไปยังมหาวิทยาลัยแห่ง Breslau (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแห่ง Wroclaw) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโปแลนด์ โดยเป็นนักศึกษาผู้ช่วย (student assistant) ที่ภาควิชาสรีรวิทยาทำงานภายใต้ศาสตราจารย์ Rudolf Peter Heinrich Heidenhain (1834-1897) แพทย์ชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงในด้านสรีรวิทยาของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท
เมื่อสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซียเริ่มในปี ค.ศ. 1870 เขาถูกเกณฑ์ไปร่วมในกองทัพ  หนึ่งปีต่อมาสงครามสิ้นสุดศาสตราจารย์ Heidenhain แนะนำให้เขาไปเรียนแพทย์ต่อที่มหาวิทยาลัยแห่ง Wurzburg ในบาวาเรีย โดยเป็นนักศึกษาผู้ช่วยที่ภาควิชาพยาธิวิทยากายวิภาค ภายใต้ศาสตราจารย์ Friedrich Daniel von Recklinghausen (1833-1910) พยาธิแพทย์ชาวเยอรมันผู้บรรยาย von Recklinghausen syndrome
ค.ศ. 1872 เขาได้รับรางวัลที่หนึ่งในการแข่งขันงานวิจัยนักศึกษาจากบทความชื่อ “Die mechanischen Blutstillungsmittel (mechanical method of phlebotomy)”  ต่อมาบทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Langenbecks Archives
ค.ศ. 1873 เขากลับไปที่ Breslau อีกครั้งและจบแพทย์ที่นี่  ไม่กี่สัปดาห์ก็ได้รับตำแหน่งผู้ช่วยที่ภาควิชาสรีรวิทยาและการแพทย์คลินิกที่มหาวิทยาลัยแห่ง Konigsberg ภายใต้ศาสตราจารย์ Wilhelm von Wittich (1821-1884) แพทย์ชาวเยอรมันหนึ่งในนักสรีรวิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนั้น
ค.ศ. 1875 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการคลินิกของภาควิชาการแพทย์คลินิกโดยทำงานร่วมกับนักพยาธิวิทยาชาวเยอรมัน Bernhard Naunyn (1839-1935)  หนึ่งปีต่อมาก็ได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์
ค.ศ. 1877 ตอบรับตำแหน่งแพทย์อาวุโสที่ภาควิชาประสาทวิทยาของโรงพยาบาล Charite มหาวิทยาลัย Humboldt ในกรุงเบอร์ลินตามข้อเสนอของ Carl Friedrich Otto Westphal (1833–1890) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียง  Westphal เป็นแรงบันดาลใจให้ Adamkiewicz หันมาสนใจศึกษาด้านระบบประสาทส่วนกลางจนได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาของมหาวิทยาลัย
ค.ศ. 1880 ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาการทดลองและทั่วไปที่วิทยาลัยแพทย์มหาวิทยาลัย Jagiellonian ใน Krakow ประเทศโปแลนด์  ที่นี่เขาศึกษาระบบเลือดที่เลี้ยงไขสันหลังจนค้นพบ great anterior segmental medullary artery ในปี ค.ศ. 1882 (จึงมีอีกชื่อว่า artery of Adamkiewicz)  นอกจากนี้ยังคิดค้น Adamkiewicz reaction สำหรับตรวจหา typtophan อีกด้วย
ค.ศ. 1886 ได้เป็นสมาชิกของสมาคมอันทรงเกียรติ French Societe de Biologie
แต่แล้วชื่อเสียงก็อยู่ไม่ยาวนาน  เมื่อต้นทศวรรษ 1890 เขาอ้างว่าค้นพบปรสิตที่ก่อโรคมะเร็งชื่อว่า Coccidium sarcolytus  และเสนอให้รักษามะเร็งด้วยการฉีดสารที่เรียกว่า cancroin ทางคณะวิจารณ์เรื่องนี้อย่างแรงจนต้องย้ายไปอยู่กรุงเวียนนาในปี ค.ศ. 1892 ภาควิชาศัลยศาสตร์ซึ่งเพื่อนของเขาศาสตราจารย์ Eduard Albert (1841-1900) ศัลยแพทย์ชาวเชกเป็นผู้อำนวยการอยู่  เขาเริ่มทำวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับสาร cancroin พยายามหลายครั้งแต่ผลปรากฎว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า
เนื่องด้วยสุขภาพที่แย่ลงร่วมกับไม่ได้รับการสนับสนุนจากแวดวงวิชาการจึงตัดสินใจเกษียณจากงานในปี ค.ศ. 1893 แต่ยังคงทำเวชปฏิบัติอย่างเงียบ ๆ โดยเป็นหัวหน้าวอร์ดที่โรงพยาบาลยิว Rothschild ในกรุงเวียนนา
เขาเสียชีวิตที่กรุงเวียนนาในวันที่ 31 ตุลาคม ค.ค. 1921

เอกสารอ้างอิง
1)            Manjila S, Haroon N, Parker B, Xavier AR, Guthikonda M, Rengachary SS. Albert Wojciech Adamkiewicz (1850-1921): unsung hero behind the eponymic artery. Neurosurg Focus 2009;26(1):1-8.
2)            Pawlina W, Maciejewska I. Albert Wojciech Adamkiewicz 1850-1921. Clinical Anatomy 2002;15:318-20.

3)            Skalski JH, Zembala M. Albert Wojciech Adamkiewicz: The Discoverer of the Variable Vascularity of the Spinal Cord. Ann Thorac Surg 2005;80:1971-5.

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

MMM(198) Gray's Anatomy


Henry Gray (1827-1861)

เกิดปี ค.ศ. 1827 ที่ Belgravia ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ค.ศ. 1845 เข้าเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จใน Belgravia (ปัจจุบันอยู่ใน Tooting)  ฝีมือการชำแหละทางกายวิภาคศาสตร์ของเขาอยู่ในขั้นสุดยอด
ค.ศ. 1848 ขณะยังเป็นนักเรียนแพทย์เขาได้รับรางวัลที่มีการมอบสามปีครั้งของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์จากบทความเรื่อง  “The Origin, Connexions and Distribution of nerves to the human eye and its appendages, illustrated by comparative dissections of the eye in other vertebrate animals”
ค.ศ. 1852 เขาได้รับเลือกให้เป็น Fellow of the Royal Society (FRS)  ปีต่อมาก็ได้รับรางวัล Astley Cooper จากวิทยานิพนธ์เรื่อง “On the structure and Use of the Spleen” หนังสือเล่มนี้มี 350 หน้าแบ่งออกเป็นสี่ส่วนคือ คัพภะวิทยา โครงสร้าง กายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบ และสรีรวิทยา เขาว่าจ้างให้ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ Henry Vandyke Carter (1831–1897) วาดภาพในหนังสือกว่า 50 ภาพแต่ไม่ให้เครดิตแก่ Carter เลย
ค.ศ. 1855 เขาชวน Carter มาร่วมทำหนังสือกายวิภาคศาสตร์ราคาไม่แพงสำหรับนักเรียนแพทย์  ต้องเกลี้ยกล่อมกันข้ามปีเลยทีเดียวกว่า Carter จะตกลง (โดยไม่รู้ว่าจะโดนหักหลังอีก)  ในที่สุดหนังสือก็ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1858 โดย Carter เป็นผู้วาดภาพส่วน Gray รับผิดชอบในเนื้อหา  เนื่องจากเห็นคุณค่าของภาพวาดด้วยตอนแรกทางสำนักพิมพ์ตั้งใจจะให้ Carter เป็นผู้ประพันธ์ร่วม  แต่ Gray ปฏิเสธ  หนังสือจึงตีพิมพ์ในชื่อ “Anatomy: Descriptive and Surgical” โดยมี Gray เป็นชื่อหลักเพียงคนเดียว  หนังสือได้รับความนิยมจากนักเรียนแพทย์อย่างมากแต่ Gray ไม่แบ่งค่าลิขสิทธิ์ให้ Carter แม้แต่เพนนีเดียว
เขาเชี่ยวชาญด้านการเมืองด้วยเห็นได้จากการอุทิศตำราเล่มนี้แด่ศัลยแพทย์อาวุโสของโรงพยาบาลคือ Sir Benjamin Collins Brodie, 1st Baronet (9 มิ.ย. 1783 - 21 ต.ค. 1862) ซึ่งมีส่วนช่วยให้หน้าที่การงานของเขาก้าวหน้าเร็ว  โดยได้รับตำแหน่งภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ เป็นผู้สาธิตและผู้บรรยายด้านกายวิภาคศาสตร์ของโรงพยาบาลเซนต์จอร์จ
ค.ศ. 1861 เขาเป็นหนึ่งในผู้ชิงตำแหน่งศัลยแพทย์ผู้ช่วย แต่จากการรักษาหลานชายที่ป่วยเป็นไข้ทรพิษจนหายแต่ตัวเองติดโรคร้ายนี้จนเสียชีวิตที่ Belgravia เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1861 ด้วยวัยเพียง 34 ปี  เวชปฏิบัติในเวลานั้นจะเผาทุกอย่างในห้องของเหยื่อไข้ทรพิษทำให้งานเขียนของเขาถูกเผาไปทั้งหมด
ศพของ Gray ถูกฝังอยู่ที่สุสาน Highgate แต่ตำรา Gray’s Anatomy ไม่ได้ถูกฝังตามกลับอยู่ยงคงกระพันจนล่าสุดฉบับพิมพ์ครั้งที่ 40 ตีพิมพ์ในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 2008 ฉลองครบรอบ 150 ปีของการตีพิมพ์  ภาพปกเป็นภาพ perisylvian language pathways ของสมองโดย Catani M, Jones DK, ffytche DK. Ann Neurol 2005;57(1):8-16.
หนังสือเล่มนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นไบเบิลของกายวิภาคศาสตร์และเป็นตำราทางการแพทย์ที่ทั่วโลกรู้จักมากที่สุด

Henry Vandyke Carter (1831-1897)

เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1831 ที่เมืองฮัลล์ในยอร์กเชอร์ (Yorkshire) ประเทศอังกฤษ
เป็นบุตรชายคนโตของศิลปิน Henry Barlow Carter
เบื้องต้นเขาเรียนที่ Hull Grammar School ก่อนจะย้ายไปกรุงลอนดอนเพื่อเข้าเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จ 
เขาร่วมงานกับ Gray จนกระทั่งปี ค.ศ. 1858 ที่ตำรา Gray’s Anatomy ได้รับการตีพิมพ์ เมื่อถูกหักหลังเขาจึงสอบเข้าหน่วยแพทย์อินเดียและย้ายไปอยู่บอมเบย์ (ปัจจุบันคือมุมไบ) เพื่อรับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์ที่วิทยาลัยแพทย์ Grant และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเกษียณในปี ค.ศ. 1888 ก็ย้ายกลับมายัง Scarborough ในยอร์กเชอร์เหนือ
ค.ศ. 1890 เขาได้รับตำแหน่ง Honorary Surgeon to the Queen
เขาเสียชีวิตจากวัณโรคในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1897 ที่ Scarborough นั่นเอง


เอกสารอ้างอิง
Flatt AE. Happy Birthday, Gray’s Anatomy. Proc (Bayl Univ Med Cent) 2009; 22(4): 342–5.
                Hiatt Jr, Hiatt N. The forgotten first career of doctor Henry Van Dyke Carter. J Am Coll Surg 1995;181(5):464-6.


วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

MMM(197) Essex-Lopresti fracture


Peter Gordon Lawrence Essex-Lopresti (1916-1951)

เกิดในปี ค.ศ. 1916 ที่ประเทศอังกฤษ
เรียนแพทย์ที่โรงพยาบาลลอนดอนและจบในปี ค.ศ. 1937
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเขาเข้าร่วมในกองแพทย์ทหารบกหลวงโดยทำงานเป็นศัลยแพทย์ที่หน่วย airborne  เขารายงานการบาดเจ็บที่เกิดจากการโดดร่มมากกว่า 20,000 ครั้งของหน่วย Sixth British Airbone Division
หลังสิ้นสุดสงครามก็ไปเป็นศัลยแพทย์ที่ปรึกษาของโรงพยาบาลอุบัติเหตุเบอร์มิงแฮมและได้ปรับปรุงโปรแกรมการเทรนหลังจบปริญญาของที่นี่ 
เขาบรรยายผู้ป่วยที่มีการหักของ radial head ซึ่งเกิดร่วมกับการเคลื่อนที่ของ distal radio-ulnar joint  กระดูกหักชนิดนี้จึงเรียกว่า Essex-Lopresti Fracture (การหักของกระดูก radius ที่เกิดร่วมกับการเคลื่อนที่ของ distal radio-ulnar joint เรียกว่า Galeazzi Fracture) 
ค.ศ. 1951 เขาได้รับรางวัล Hunterian Professorship โดยบรรยาย Hunterian Lecture เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ในหัวข้อ “The Mechanism, Reduction Technique, and Results in Fractures of Os Calcis.”
เขาคิดค้นวิธีรักษาการหักของกระดูก calcaneus ที่เรียกว่า Essex-Lopresti spike reduction และจำแนกการหักของกระดูก calcaneus ออกเป็น 2 ประเภทคือ extra-articular กับ intra-articular โดยประเภทหลังจำแนกย่อยเป็น type A: tongue type กับ type B: joint depression type  การจำแนกนี้มีชื่อว่า Essex Lopresti classification
เขาและภรรยามีบุตรด้วยกันสองคน  น่าเสียดายวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1951 เขาเสียชีวิตกะทันหันที่บ้านตัวเองด้วยวัยเพียง 35 ปี


เอกสารอ้างอิง
       Essex-Lopresti P. The mechanism, reduction technique, and results in fractures of the os calcis, 1951-52. Br J Surg 1952;39(157):395-419.
Mostofi SB. Who's who in orthopedics. Springer; 2005: 99-100.

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

MMM(196) Lovibond's angle & Schamroth's window test


John Locke “Jock” Lovibond (1907-1954)

เกิดวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1907 ที่ประเทศอังกฤษ
เป็นบุตรชายของพันตรี J. L. Lovibond
เรียนที่โรงเรียน Oundle และเคมบริดจ์  ต่อมาได้รับทุนเข้าเรียนแพทย์ที่โรงพยาบาล Middlesex ในปี ค.ศ. 1929 และจบในปี ค.ศ. 1932  หลังจบแพทย์ก็เทรนต่อที่โรงพยาบาล Middlesex, Westminster และ Brompton
ค.ศ. 1935 เขาหันมาสนใจในด้านหทัยวิทยาจนได้รับสิทธิจาก Medical Research Council ให้ทำงานที่ Cardiographic Department ได้ตลอดเวลา  โครงการหลักคือวิจัยเรื่อง hydrothorax ใน heart failure (ผลงานที่เป็นวิทยานิพนธ์นี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Heart เมื่อปี ค.ศ. 1941)
ค.ศ. 1937 เขาได้รับตำแหน่ง Medical Registrar ที่โรงพยาบาล Middlesex ขณะเดียวกันก็เป็น Assistant Physician ที่โรงพยาบาล King George ใน Ilford อีกด้วย
ค.ศ. 1938 เขาบรรยายมุมระหว่างเล็บกับโคนเล็บว่าในคนปกติจะน้อยกว่า 160 องศา ถ้ามากกว่า 180 องศาจะเป็นนิ้วปุ้ม (clubbing of fingers)  อาการแสดงนี้เรียกว่า Lovibond’s angle หรือ Lovibond profile sign
ค.ศ. 1939 เขาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสมทบของ Cardiac Society
ด้วยความเป็นทหารอยู่ในสายเลือดเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเขาก็เข้าร่วมทำงานในกองทัพ  หลังสิ้นสุดสงครามเขากลับมาพร้อมยศพันเอก 
ค.ศ. 1947 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกถาวรของ Cardiac Society
เขาเกือบจะพลาดทุกตำแหน่งงานแต่ก็ไม่ยอมท้อถอยจนในที่สุด ค.ศ. 1948 ถึงได้รับตำแหน่งที่เวสต์มินสเตอร์
วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1952 เขาแต่งงานกับ Mary Cole-Hamilton (1913-?) บุตรสาวของ George William Cole-Hamilton (1875-1946) กับ Katherine Edith Clinton-Baker (?-1960)
เขาเสียชีวิตกะทันหันในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1954 ตรงกับวันเกิดปีที่ 47 พอดี


Leo Schamroth (1924-1988)

เกิดวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1924 ที่ประเทศเบลเยียม โดยครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้ตั้งแต่เขายังเป็นทารก
ค.ศ. 1948 จบแพทย์จากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยแห่ง Witwatersrand ในนครโจฮันเนสเบิร์ก
ค.ศ. 1956 ได้รับตำแหน่งสตาฟที่โรงพยาบาล Baragwanath
ค.ศ. 1957 เขาตีพิมพ์ตำรา “An Introduction to Electrocardiography” เป็นครั้งแรก  โดยหนังสือมีเพียง 90 หน้าแต่เข้าใจง่ายและชัดเจนจึงเป็นที่นิยมของนักศึกษา  ร่ำลือกันว่าตำรานี้เป็นหนังสือที่ถูกขโมยไปจากห้องสมุดการแพทย์บ่อยที่สุดในโลก
ค.ศ. 1971 เขาตีพิมพ์ตำรา “The Disorders of Cardiac Rhythm” เป็นครั้งแรก (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1980)
ค.ศ. 1972 เขาชอบสอนโดยสอนในทุกที่ทุกเวลาจนได้รับรางวัลครูต้นแบบจากวิทยาลัยหทัยแพทย์อเมริกัน  ปีเดียวกันนั้นเองยังได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ ประธานฝ่ายการแพทย์ของมหาวิทยาลัยแห่ง Witwatersrand และหัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาล Baragwanath อีกด้วย (ครองตำแหน่งนี้จนกระทั่งเกษียณในวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1987)
ค.ศ. 1972 เขาตีพิมพ์ตำรา “The Electrocardiology of Coronary Artery Disease” เป็นครั้งแรก (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1984)
ตัวเขาเองป่วยเป็น infective endocarditis จนเกิดนิ้วปุ้ม (clubbing of finger)  ค.ศ. 1976 เขาบรรยายการทดสอบนิ้วปุ้มโดยการหันด้านหลังของนิ้วเดียวกันในข้างซ้ายและข้างขวามาประกบกัน  ในคนปกติจะมี Lovibond’s angle น้อยกว่า 160 องศา จะทำให้เกิดช่องว่างรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเหมือนเพชร (diamond-shaped window)  แต่ถ้าเป็นนิ้วปุ้มจะไม่เกิดช่องว่างดังกล่าวเพราะ Lovibond’s angle มากกว่า 180 องศานั่นเอง  อาการแสดงนี้เรียกว่า Schamroth's window test
เขาไม่มีหน่วยหทัยวิทยาของตัวเอง ไม่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นหทัยแพทย์แต่เป็นเพียงแพทย์ทั่วไปที่สนใจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  เขาหลงใหลในสิ่งนี้มากจนกล่าวว่า "Denying me a look at this ECG is like with holding insulin from a diabetic."
เขาแต่งงานกับ Renee และมีบุตรชายด้วยกัน 4 คน ทั้งหมดเป็นแพทย์และหนึ่งในนั้น เป็นหทัยแพทย์คือ C. Colin Schamroth
Leo Schamroth เสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1988 ที่นครโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้
ค.ศ. 1989 ตำราขนาด 4 เล่มของเขา “The 12 Lead Electrocardogram” ได้รับการตีพิมพ์  สำหรับตำรา “An Introduction to Electrocardiography” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1991 โดยมี C. Colin Schamroth บุตรชายของเขาเองเป็นผู้ประพันธ์  ล่าสุดฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2013 โดยใช้ชื่อว่า “LeoSchamroth An Introduction to Electrocardiography”

เอกสารอ้างอิง
Bedford DE. J. L. Lovibond. Heart 1954; 16(4):465-7.
Lovibond JL. Diagnosis of clubbed fingers. Lancet. 1938:363-4.
Schamroth L. Personal experience. S Afr Med J 1976; 50(9): 297–300.

Scott MR. Leo Schamroth: his contributions to clinical electrocardiography – with reference to: incomplete left budle-branch block. Cardiovasc J Afr 2009; 20(1):28-9.

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

MMM(195) Guedel's airway


Arthur Ernest Guedel (1883-1956)

เกิดวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1883 ที่เคมบริดจ์ซิตี้ อินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา
                เข้าเรียนชั้นประถมและมัธยมต้นที่อินเดียนาโพลิส  เนื่องจากทางครอบครัวไม่สามารถส่งเสียให้เรียนต่อชั้นมัธยมปลายได้เขาจึงต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองภายใต้การชี้แนะจากอาจารย์มัธยมปลาย  แม้จะไม่ได้เรียนมัธยมปลายอย่างเป็นทางการแต่เขาก็สอบผ่านเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งอินเดียน่าได้ในปี ค.ศ. 1903
                เขาจบแพทย์ในปี ค.ศ. 1908 ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง  จากนั้นเป็น intern ที่โรงพยาบาลในอินเดียนาโพลิสเป็นเวลาหกเดือน  ช่วงเวลานี้เองเขาได้รับมอบหมายงานเป็นคนให้ยาดมสลบอีเธอร์และคลอโรฟอร์มจึงสนใจในด้านนี้  เขาเปิดคลินิกทำเวชปฏิบัติในปี ค.ศ. 1909 และรับงานด้านวิสัญญีวิทยาของโรงพยาบาลในอินเดียนาโพลิส
                ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเขาทำงานเป็นวิสัญญีแพทย์ในกองทัพอเมริกันที่ฝรั่งเศส  เนื่องจากต้องสอนพยาบาลให้ดมยาสลบอีเธอร์ได้เขาจึงพัฒนาแบบฟอร์มจำแนกระยะของการดมยาสลบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากการระงับความรู้สึกที่ลึกเกินไป 
หลังสิ้นสุดสงครามและหนึ่งปีในมินนีแอโพลิสเขาก็กลับไปทำงานด้านวิสัญญีวิทยาที่อินเดียนาโพลิสตามเดิม  เขาออกแบบ oropharyngeal airway ที่เรียกว่า Guedel airway และปรับปรุงท่อช่วยหายใจแบบมี cuff
ค.ศ. 1928 เขาย้ายไปยังแคลิฟอร์เนียไม่นานก็ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์คลินิกด้านวิสัญญีวิทยา ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Southern California  ขณะเดียวกันนั้นก็ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวที่ลอสแอนเจลิสด้วย
ค.ศ. 1937 เขาปรับปรุงระบบจำแนกระยะของ general anesthesia เป็นสี่ระยะรู้จักกันในชื่อ Guedel's classification  ปีนั้นเองตำรา “Inhalation Anesthesia” ของเขาก็ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก
น่าเสียดายที่ต้องเกษียณก่อนเวลาเนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพ  หลังเกษียณไม่นาน ค.ศ. 1941 เขาก็เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับเหรียญรางวัล Hickman Medal ของราชสมาคมแพทย์แห่งลอนดอน (รางวัลนี้มีการมอบทุก 3 ปี Guedel เป็นคนที่ 3 ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้)
เขาแต่งงานกับ Florence Dorothy Guedel ทั้งสองมีบุตรสาวด้วยกันสองคนคือ Marian Guedel Hart และ Gretchen Guedel Shuman ผู้เสียชีวิตด้วยวัย 26 ปีในปี ค.ศ. 1940  ส่วนตัว Guedel เองเสียชีวิตในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1956 ที่ลอสแอนเจลิส แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
เพื่อรำลึกถึงเขา ค.ศ. 1963 วิสัญญีแพทย์กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งก่อตั้ง Arthur E. Guedel Memorial Anesthesia Center ขึ้นที่ห้องสมุดวิทยาศาสตร์สุขภาพของศูนย์การแพทย์แคลิฟอร์เนียแปซิฟิค  โดยชื่อของศูนย์ตั้งโดยนักเภสัชวิทยาชาวอเมริกัน Chauncey Depew Leake (1896–1978) ผู้ค้นพบฤทธิ์ทางวิสัญญีวิทยาของไวนิลอีเธอร์

เอกสารอ้างอิง




.